วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

หุ้นสหรัฐฟื้นตัวแกร่ง

ตลาดหุ้นสหรัฐฟื้นตัวขึ้นอีกครั้ง จากข่าวธนาคารรายใหญ่ๆ ของประเทศ สามารถผ่านการทดสอบความแข็งแกร่งของธนาคารกลางสหรัฐได้ และดอลลาร์อ่อนค่าลง

ดัชนีอุตสาหกรรมดาวโจนส์ ปิดซื้อขายเมื่อวานนี้ (12 มี.ค.) ทะยานขึ้นมา 259.12 จุด มาอยู่ที่ 17,894.51 จุด หรือเพิ่มขึ้น 1.47% ขณะที่ดัชนีเอส แอนด์ พี 500 ปรับขึ้น 25.61 จุด หรือ 1.26% มาอยู่ที่ 2,065.85 จุด และดัชนีแนสแด็ก ทะยานขึ้นมา 43.35 จุด หรือ 0.89% มาอยู่ที่ 4,893.29 จุด

ราคาหุ้นของธนาคารรายใหญ่ๆ ของสหรัฐ ที่จดทะเบียนในดัชนีดาวโจนส์ รวมถึง เจพีมอร์แกน เชส และโกลด์แมน แซคส์ ทะยานขึ้นอย่างแข็งแกร่ง หลังการผ่านทดสอบความแข็งแกร่งของการดำเนินงาน เปิดทางให้ธนาคารเหล่านี้ สามารถเพิ่มจำนวนการจ่ายเงินปันผล และเปิดโครงการซื้อหุ้นคืนได้

ขณะที่เงินดอลลาร์ ก็อ่อนค่าลงมาจากที่ทะยานขึ้นไปอยู่ระดับสูงสุดในรอบ 12 ปี แม้นักลงทุนจะยังมีความกังวลถึงเรื่องที่ การแข็งค่าของเงินดอลลาร์ จะฉุดดมูลค่าการส่งออกของสหรัฐก็ตาม

ทางด้านตลาดหุ้นหลักในยุโรป ปิดไร้ทิศทางชัดเจน จากการที่ค่าเงินยูโรยังอ่อนค่าอย่างต่อเนื่อง ร่วงไปถึง 1.0495 ดอลลาร์ต่อยูโร ก่อนที่จะฟื้นตัวขึ้นมาเคลื่อนไหวที่ระดับประมาณ 1.0601 ดอลลาร์ต่อยูโร

ดัชนีเอฟทีเอสอี 100 ในตลาดลอนดอน อังกฤษ ปรับขึ้นเล็กน้อบ 0.59% มาอยู่ที่ 6,761.07 จุด ภายใต้การนำของหุ้นกลุ่มเหมืองแร่ หลังมีข่าวลือถึงเรื่องที่จีนอาจผ่อนคลายนโยบายปล่อยกู้ เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ ซึ่งจะช่วยหนุนการดำเนินงานของอุตสาหกรรมเหมืองแร่ด้วย

ขณะที่ดัชนีแค็ก 40 ของฝรั่งเศส ลดลง 0.21% มาอยู่ที่ 4,987.33 จุด และดัชนีแด็กซ์ 30 ของเยอรมนี ลดลง 0.06% ที่ 11,799.39 จุด

น้ำมันยังวิตกปริมาณสำรองเพิ่ม
ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลก ยังคงปรับตัวลดลง จากการที่เทรดเดอร์ ยังให้ความสำคัญถึงเรื่องปริมาณน้ำมันดิบสำรองสหรัฐที่เพิ่มสูงขึ้น ในช่วงเวลาที่โลกมีการจัดหาน้ำมันล้นตลาดอยู่แล้ว

ราคาน้ำมันดิบเวสต์ เท็กซัส อินเตอร์มีเดียท ส่งมอบเดือยเมษายน ที่ตลาดไนเม็กซ์ ของสหรัฐ ดิ่งลง 1.12 ดอลลาร์ มาอยู่ที่ 47.05 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล

ส่วนราคาน้ำมันดิบเบรนท์ ทะเลเหนือ ส่งมอบเดือนเดียวกัน ที่ตลาดลอนดอน อังกฤษ ลดลง 46 เซนต์ ปิดซื้อขายที่ 57.08 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล

เทรดเดอร์ ชี้ว่า นอกจากความกังวลในเรื่องปริมาณน้ำมันสำรองแล้ว การแข็งค่าของเงินดอลลาร์ ก็ยังเป็นปัจจัยที่ซ้ำเติมความรู้สึกของนักลงทุนเพิ่มมากขึ้น เพราะมีความเสี่ยงที่จะทำให้ความต้องการจากประเทศผู้ซื้อ ที่มีอัตราแลกเปลี่ยนอ่อนกว่าดอลลาร์ ลดลง