ดาวโจนส์ร่วงหนัก หลังเงินดอลลาร์แข็งค่าขึ้นอย่างมากเมื่อเทียบกับยูโร และความกังวลรอบใหม่เกี่ยวกับการปรับขึ้นดอกเบี้ยของสหรัฐ
ดัชนีอุตสาหกรรมดาวโจนส์ ของสหรัฐ ปิดซื้อขายเมื่อวานนี้ (10 มี.ค.) ที่ 17,677.32 จุด ร่วงลงไป 318.40 จุด หรือ 1.77%
ขณะที่ดัชนีเอสแอนด์พี 500 ลดลง 34.53 จุด หรือ 1.66% มาอยู่ที่ 2,044.90 จุด ส่วนดัชนีแนสแด็ก ดิ่งลง 82.64 จุด หรือ 1.67% ที่ 4,859.79 จุด
ขาลงของตลาดหุ้นสหรัฐ เกิดขึ้นหลังเงินดอลลาร์ ทะยานขึ้นไปแข็งค่าสุดในรอบหลายปี เมื่อเทียบกับเงินยูโร ท่ามกลางการคาดการณ์ว่า ธนาคารกลางสหรัฐ หรือเฟด อาจปรับขึ้นดอกเบี้ยในเร็ววันนี้ หลังมีการประเมินว่า ข้อมูลจ้างงาน ที่จะเปิดเผยในวันศุกร์นี้ จะออกมาอย่างแข็งแกร่งมากขึ้น
เงินดอลลาร์ล่าสุดเคลื่อนไหวอยู่ที่ราว 1.0698 ดอลลาร์ต่อยูโร แข็งค่าสุดในรอบเกือบ 12 ปี
ขณะที่ตลาดหุ้นหลักๆ ในยุโรป ก็อยู่ในขาลงด้วยกัน สะท้อนถึงการปิดตลาดของหุ้นเอเชียที่ลดลง และจากความกังวลที่ยังเกาะติดอยู่ในเรื่องของการเจรจาหนี้กรีซ ประกอบกับข้อมูลล่าสุดที่แสดงให้เห็นถึงภาวะซบเซาในเศรษฐกิจจีน ที่มีขนาดใหญ่เป็นอันดับ 2 ของโลก
ดัชนีเอฟทีเอสอี 100 ของอังกฤษ ปิดซื้อขายลดลง 2.52% มาอยู่ที่ 6,702.84 จุด ส่วนดัชนีแค็ก40 ของฝรั่งเศส ร่วงลง 1.12% ที่ 4,881.95 จุด และดัชนีแด็กซ์ 30 ในเยอรมนี ปรับลดลง 0.71% ปิดซื้อขายที่ 11,500.38 จุด
น้ำมันร่วงหนัก
เงินดอลลาร์ที่แข็งค่าขึ้น ยังเพิ่มแรงกดดันให้กับตลาดน้ำมันโลก ที่มีความกังวลในเรื่องการจัดหาที่ล้นตลาดอยู่แล้ว จนทำให้ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกดิ่งลงอย่างหนัก
ราคาน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัส อินเตอร์มีเดียท ส่งมอบเดือนเมษายน ที่ตลาดไนเม็กซ์ สหรัฐ ดิ่งลงไป 1.71 ดอลลาร์ มาอยู่ที่ 48.29 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล
ขณะราคาน้ำมันดิบเบรนท์ ทะเลเหนือ ส่งมอบเดือนเดียวกัน ที่ตลาดลอนดอน อังกฤษ ร่วงลง 2.14 ดอลลาร์ ปิดซื้อขายที่ 56.39 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล
เทรดเดอร์ชี้ว่า เงินดอลลาร์ที่แข็งค่าขึ้น ส่งผลกระทบต่อตลาดน้ำมันอย่างชัดเจน เพราะทำให้ราคาน้ำมันแพงขึ้น สำหรับผู้ซื้อที่ใช้สกุลเงินที่อ่อนค่ากว่า จนทำให้ความต้องการลดลง





