วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

'ดิอินเทอร์วิว'วันแรกได้ล้านดอลล์

เกาหลีเหนือเปรียบผู้นำสหรัฐเหมือนลิง หลังจากโรงภาพยนตร์ในอเมริกาหลายแห่งนำ "ดิอินเทอร์วิว" ออกฉาย

คณะกรรมการการป้องกันประเทศ หรือ เอ็นดีซี ของเกาหลีเหนือพูดถึงประธานาธิบดีบารัก โอบามา ว่า "เหมือนลิง" จากการที่เขาผลักดันให้มีการนำภาพยนตร์เรื่อง "ดิ อินเทอร์วิว" ภาพยนตร์ตลกล้อเลียน นายคิม จอง อึน ผู้นำเกาหลีเหนือออกฉาย โดย เอ็นดีซีตำหนินายโอบามา ในฐานะที่เขาเป็นแกนนำกระตุ้นให้โรงภาพยนตร์ต่างๆ ฉายหนังเรื่องนี้ หลังจากที่หลายแห่งไม่ยอมฉาย เมื่อมีการข่มขู่ผู้ชมจากทางฝ่ายแฮ็กเกอร์ และเอ็นดีซียังบอกว่า นายโอบามาเป็นคนบ้าบิ่นทั้งในคำพูดและการกระทำ เหมือนลิงในป่าเขตร้อน

ทั้งนี้ หลายฝ่ายเชื่อว่าสหรัฐโจมตีระบบอินเทอร์เน็ตของเกาหลีเหนือจนระบบล่มทั้งประเทศ เพื่อตอบโต้การที่แฮกเกอร์โจมตีบริษัทโซนี พิคเจอร์ส ผู้สร้างภาพยนตร์ "ดิ อินเทอร์วิว" ซึ่งสหรัฐเชื่อว่าเกาหลีเหนืออยู่เบื้องหลังการโจมตีระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์ของบริษัทโซนี

หนังโกยเงินวันแรกกว่า1ล้านดอลล์

ภาพยนตร์เรื่อง "ดิ อินเทอร์วิว" ซึ่งล้อเลียน นายคิม จองอึน ผู้นำเกาหลีเหนือของโซนี พิคเจอร์ส ทำรายได้รวมกว่า 1 ล้านดอลลาร์ สำหรับออกฉายแบบจำกัดโรงในสหรัฐวันแรกในวันคริสต์มาส เนื่องจากคอหนังเมินคำขู่ของแฮกเกอร์ พร้อมใจกันประกาศว่าพวกเขาคือนักสู้เพื่อสิทธิเสรีภาพแห่งการแสดงออก

ก่อนหน้านี้ โซนีระงับการฉายภาพยนตร์ตลกล้อเลียนผู้นำเกาหลีเหนือที่ใช้ทุนสร้าง 44 ล้านดอลลาร์ โดยอ้างว่าเป็นการตัดสินใจของเครือโรงหนังหลักๆ ที่มีความกังวลด้านความปลอดภัย แต่เมื่อถูกกดดันจากประธานาธิบดีโอบามา ก็เปลี่ยนใจนำภาพยนตร์เรื่องนี้เข้าฉาย แต่ก็เป็นการเข้าฉายเฉพาะโรงหนังเล็กๆ ราว 320 แห่งในสหรัฐ น้อยกว่าแผนเดิมประมาณ 10%

"หากพิจารณากรณีแวดล้อมที่ท้าทายแล้ว เรารู้สึกยินดีมากที่ประชาชนทั่วประเทศออกมาชมภาพยนตร์ ดิ อินเทอร์วิว ในวันแรกของการเข้าฉายที่ไม่เป็นไปตามแผน" นายรอรี บรูเออร์ ประธานฝ่ายกระจายภาพยนตร์ของโซนี พิคเจอร์ส ระบุ

เมื่อเดือนที่แล้ว กลุ่มแฮกเกอร์ที่ขุ่นเคืองกรณีภาพยนตร์ล้อเลียนลอบสังหาร นายคิม จองอึน ได้โจมตีทางไซเบอร์ บริษัท โซนีคอร์ป จากนั้นก็ปล่อยภาพยนตร์หลายเรื่องที่ยังไม่เข้าฉายของสตูดิโอแห่งนี้ให้ทุกคนได้โหลดไปดูกันฟรีทางอินเทอร์เน็ต และทยอยเปิดเผยข้อมูลลับต่างๆ อีกมากมายตลอดช่วงหลายสัปดาห์ที่ผ่านมา

เมื่อเร็วๆ นี้ กลุ่มแฮกเกอร์ยังได้เจาะเข้าระบบคอมพิวเตอร์ของโซนี พร้อมทั้งขู่เล่นงานโรงหนังใดก็ตามที่นำภาพยนตร์เรื่องนี้ออกฉาย ส่งผลให้เมื่อวันที่ 17 ธ.ค. โซนี ยกเลิกปล่อยภาพยนตร์ตลกล้อเลียนผู้เกาหลีเหนือเรื่องนี้ออกฉาย โดยอ้างว่าเป็นการตัดสินใจของเครือโรงหนังส่วนใหญ่ แต่ก็กลับลำในเวลาต่อมา

สหรัฐกล่าวโทษเกาหลีเหนือว่าอยู่เบื้องหลังการเจาะระบบคอมพิวเตอร์ของโซนี พิคเจอร์ส และข่มขู่โจมตีผู้ที่ไปดูหนัง

บ็อกซ์ออฟฟิศดอทคอม เว็บไซต์รายชื่อภาพยนตร์ที่ทำเงินมากที่สุด คาดการณ์ว่า "ดิ อินเทอร์วิว" น่าจะทำเงินรวมได้อย่างน้อย20 ล้านดอลลาร์ ในช่วงวันหยุดยาว หากว่าเข้าฉายอย่างกว้างขวาง

ภาพยนตร์แนวตลกหลุดโลกเรต R เรื่องนี้ ถูกเผยแพร่ทางออนไลน์ในสหรัฐตั้งแต่บ่ายวันพุธ (24 ธ.ค.) หรือหนึ่งวันก่อนที่จะออกฉายจริงในโรงหนังในวันคริสต์มาส ผู้สนใจสามารถเข้าดูได้ทางยูทิวบ์ มูฟวีส์ ของกูเกิล, บนแอพพลิเคชันกูเกิลเพลย์ สำหรับอุปกรณ์แอนดรอยด์, เอ็กซ์บ็อกซ์ วีดีโอ ของไมโครซอฟต์ และเว็บไซต์ซีเดอะอินเทอร์วิว ดอท คอม ในราคา 5.99 ดอลลาร์สำหรับการเช่า หรือ14.99 ดอลลาร์หากต้องการซื้อขาด

กูรูชี้คนแฮกระบบเป็นคนวงในโซนี

ผู้เชี่ยวชาญด้านความมั่นคงหลายคน เริ่มออกมาให้ความเห็นในทิศทางเดียวกันว่า เกาหลีเหนือไม่ได้อยู่เบื้องหลังการเจาะระบบคอมพิวเตอร์ของโซนี พิคเจอร์ส แต่อาจจะเป็นฝีมือของคนวงในของสตูดิโอเอง ที่มีชื่อว่า "ลีนา" ถือเป็นการฉีกหน้าสำนักงานสืบสวนสอบสวนกลางของสหรัฐ หรือเอฟบีไอ ที่ยืนยันอย่างแข็งขันว่าเป็นฝีมือของเกาหลีเหนือ

เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว เอฟบีไอประกาศว่า พบหลักฐานที่ชัดเจนที่พิสูจน์ว่ารัฐบาลเกาหลีเหนืออยู่เบื้องหลังการเจาะระบบคอมพิวเตอร์ของโซนี เพื่อมุ่งทำลายธุรกิจของสหรัฐ รวมถึงเป็นการลิดรอนสิทธิการแสดงออกของชาวอเมริกัน และประธานาธิบดีโอบามากล่าวโจมตี นายคิม จอง อึน และรัฐบาลเกาหลีเหนือระหว่างการแถลงข่าวเมื่อสัปดาห์ที่แล้วว่า พยายามข่มขู่ชาวอเมริกันผ่านการกระทำของพวกเขา พร้อมประกาศจะตอบโต้ แต่ปัจจุบันบทสรุปของเอฟบีไอกำลังถูกตั้งคำถามโดยผู้เชี่ยวชาญระดับแถวหน้าของอุตสาหกรรมความมั่นคงทางไซเบอร์

หลังจากมีการดำเนินสืบสวนอย่างเป็นอิสระ "นอร์ส" บริษัทรักษาความปลอดภัยทางไซเบอร์ได้ข้อสรุปว่า พวกเขาเชื่อว่าผู้หญิงที่มีชื่อว่า "ลีนา" อยู่เบื้องหลังเรื่องนี้ สอดคล้องกับผู้เชี่ยวชาญอีกหลายคน ที่บอกว่าพวกเขาเชื่อว่าเป็นฝีมือคนในโซนีเอง

ผู้นำเกาหลีเหนือออกแถลงการณ์โต้

ผู้เชี่ยวชาญมองว่า แม้จะไม่มีทางได้รับคำขอโทษจากสหรัฐ แต่ก็ดูเหมือนนายคิม จอง อึน จะเป็นฝ่ายถูก เพราะมีผู้เชี่ยวชาญด้านความมั่นคงทางไซเบอร์ และแฮกเกอร์หลายคนที่ไม่เพียงชี้ให้เห็นความบกพร่องในการสืบสวนของเอฟบีไอ แต่ยังมีความเป็นไปได้ที่อาจระบุตัวผู้กระทำผิดตัวจริงได้อีกด้วย

มาร์ค โรเจอร์ส ผู้อำนวยการด้านการรักษาความปลอดภัยของ เดฟ คอน ซึ่งเป็นองค์กรแฮกเกอร์ใหญ่ที่สุดในโลก และยังเป็นนักวิจัยด้านความมั่นคงของ คลาวด์แฟลร์ บริษัทรักษาความปลอดภัยบนโทรศัพท์มือถือ ก็เป็นคนหนึ่งที่ไม่เชื่อถือผลพิสูจน์ของเอฟบีไอที่บอกว่า มัลแวร์ที่ใช้ในการโจมตีเกี่ยวข้องกับมัลแวร์อีกตัวหนึ่งที่เอฟบีไอทราบดีว่าพัฒนาขึ้นโดยเกาหลีเหนือ

ผู้เชี่ยวชาญ ระบุว่า เกาหลีเหนืออาจจะเคยใช้มัลแวร์แบบเดียวกันในการโจมตีทางไซเบอร์มาก่อน แต่ไม่ได้หมายความว่าการโจมตีล่าสุดจะเป็นฝีมือของเกาหลีเหนือ ขณะเดียวกันมัลแวร์แบบนี้ไม่ว่าแฮกเกอร์คนไหนก็สามารถเอามาใช้งานได้ ส่วนเรื่องไอพี แอดเดรสบรรดาแฮกเกอร์ ก็มักจะใช้คอมพิวเตอร์ตามสถานที่ทั่วไป ขณะที่พวกเขามีเวลาเพียงเล็กน้อยในการก่ออาชญากรรมทางอินเทอร์เน็ตเพื่อหลีกเลี่ยงการถูกตรวจจับ เช่นเดียวกับพวกที่ขโมยบัตรเครดิตไปชอปทางออนไลน์ ก็หลีกเลี่ยงการถูกตรวจจับด้วยวิธีการแบบนี้ด้วยเหมือนกัน

อียิปต์ห้ามฉายหนัง"เอ็กซ์โซดัส"

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรมของอียิปต์ นายกาเบอร์ อัสโฟร์ แถลงห้ามฉายภาพยนตร์เรื่อง "เอ็กโซดัส : ก็อดส์ แอนด์ คิงส์"โดยให้เหตุผลว่า ภาพยนตร์เรื่องนี้มีเนื้อหาบิดเบือนจากข้อเท็จจริงในประวัติศาสตร์หลายประเด็น และเป็นเพียงการถ่ายทอดเรื่องราวจากบุคคลกลุ่มหนึ่ง ซึ่งมีแนวคิดแบบ "ไซออนิสต์"

ทั้งนี้ การตัดสินใจของรัฐบาลไคโรผ่านการหารืออย่างจริงจังจากหน่วยงานทุกแห่งที่เกี่ยวข้อง รวมถึงคณะกรรมการพิจารณาสื่อภาพยนตร์ และรัฐมนตรีสภาด้านวัฒนธรรมแล้ว โดยฉากที่เป็นประเด็นสำคัญ คือ ช่วงที่โมเสส นำทาสชาวฮิบรูข้ามทะเลแดง ซึ่งภาพยนตร์นำเสนอออกมาในเชิงของการแสดง "อิทธิฤทธิ์" มากกว่า "ปาฏิหาริย์" จากพระผู้เป็นเจ้า

ความเคลื่อนไหวของทางการอียิปต์มีขึ้นเพียง 1 วัน หลังรัฐบาลโมร็อกโกสั่งห้ามฉายภาพยนตร์เรื่องเดียวกันนี้ทั่วประเทศตามกำหนดเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา ทั้งที่ภาพยนตร์ผ่านการพิจารณาและอนุมัติจากศูนย์ภาพยนตร์โมร็อกโก (ซีซีเอ็ม) ซึ่งเป็นหน่วยงานควบคุมสื่อภาพยนตร์แห่งชาติให้สามารถเข้าฉายได้แล้วก็ตาม

"เอ็กโซดัส : ก็อดส์ แอนด์ คิงส์" อำนวยการสร้างและกำกับการแสดงโดย ริดลีย์ สก็อต เป็นเรื่องราวมหากาพย์ของ "รามเสส"และ "โมเสส" พี่น้องนักรบในตำนานของอียิปต์ ซึ่งต้องมาต่อสู้กันเองเพื่อความเป็นธรรมและอิสรภาพของทาสชาวฮิบรู นำแสดงโดยคริสเตียน เบล รับบทเป็นโมเสส และโจเอล เอ็ดเกอร์ตัน รับบทเป็น รามเสส