วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

น้ำมันโลกจ่อร่วงแตะ60ดอลล์

น้ำมันโลกร่วงหนัก แตะระดับต่ำสุดในรอบ 4 ปี หลังประชุมโอเปคไม่ลดกำลังผลิต นักวิเคราะห์คาดแนวโน้มขาลง

น้ำมันโลกร่วงหนัก แตะระดับต่ำสุดในรอบ 4 ปี หลังประชุมโอเปคไม่ลดกำลังผลิต นักวิเคราะห์คาดแนวโน้มขาลงถึงกลางปีหน้า แตะระดับ 60ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ขณะสปช.ด้านพลังงาน แนะรัฐฉวยจังหวะปรับโครงสร้างราคาตามต้นทุน ขณะหุ้นกลุ่มพลังงานร่วงหนัก กลุ่มสายการบินพุ่งรับอานิสงส์

กลุ่มประเทศผู้ส่งออกน้ำมัน (โอเปค) ตัดสินใจคงเพดานการผลิตน้ำมันไว้ระดับเดิม แม้จะมีปริมาณน้ำมันสำรองในตลาดสูงกว่าความต้องการ ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิ่งหนักแตะระดับต่ำสุดในรอบ 4 ปี โดยให้ราคาน้ำมันในตลาดโลกร่วงมาแล้วถึง 35% นับตั้งแต่เดือนมิ.ย.เป็นต้นมา

โอเปค แถลงหลังเสร็จสิ้นการประชุมว่า ชาติสมาชิกเห็นพ้องที่จะคงเพดานการผลิตน้ำมันไว้ที่ 30 ล้านบาร์เรลต่อวัน ซึ่งเป็นระดับการผลิตที่คงที่มานาน3 ปีแล้ว และเป็นระดับที่สูงกว่าความต้องการน้ำมันที่โอเปค คาดการณ์ไว้สำหรับปีหน้าอย่างน้อย 1 ล้านบาร์เรล แม้ก่อนหน้าการประชุม จะได้รับแรงกดดันอย่างหนัก จากชาติสมาชิกที่มีฐานะไม่ร่ำรวย โดยเฉพาะ เวเนซุเอลา และแอลจีเรีย ที่ต้องการให้ปรับลดเพดานการผลิตลงมาถึงวันละ 2 ล้านบาร์เรล เพราะราคาน้ำมันที่ร่วงลงในตลาดโลก ทำให้รายได้ของประเทศเหล่านี้หดหายไป

นายอับดุลเลาะห์ เอล บาดริ เลขาธิการโอเปค กล่าวว่า ทางกลุ่มจะรอดูสถานการณ์ในตลาดว่าจะเป็นไปในทิศทางใด ก่อนถึงการประชุมครั้งต่อไปในเดือนมิ.ย.ปีหน้า เพราะไม่ต้องการให้เกิดความปั่นป่วนขึ้นในตลาด

ทันทีที่ผลการประชุมออกมา ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกก็ดิ่งลงอย่างหนัก โดยราคาน้ำมันดิบเบรนท์ ทะเลเหนือ ในตลาดลอนดอน ร่วงลงมากกว่า 6ดอลลาร์ มาอยู่ที่ 71.25 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ถือเป็นการปรับลดลงในวันเดียวครั้งรุนแรงสุดนับแต่ปี 2554 เป็นต้นมา ขณะที่ราคาน้ำมันดิบไนเม็กซ์ ในตลาดสหรัฐ ร่วงลงไปอยู่ที่ 67.75 ดอลลาร์ ต่ำสุดรับแต่เดือนพ.ค.2553

ทั้งนี้ ถ้าโอเปค ซึ่งมีสมาชิก 12 ประเทศและผลิตน้ำมันดิบราว 1 ใน 3 ของโลก ลดกำลังผลิตเพียงฝ่ายเดียว โดยปราศจากความเคลื่อนไหวแบบเดียวกันของคู่แข่ง ก็เสี่ยงที่จะสูญเสียส่วนแบ่งตลาดเพิ่มเติม โดยเฉพาะกับเหล่าชาติผู้ผลิตหินน้ำมันในอเมริกาเหนือ แต่อีกด้านหนึ่ง หากตัดสินใจคงกำลังผลิตในปัจจุบัน ก็เท่ากับว่าจะเป็นจุดเริ่มต้นของการต่อสู้เพื่อแย่งชิงส่วนแบ่งตลาด

โอเปคลั่นรับได้ราคาทุกระดับ

นายอาลี ซาเลห์ อัล-โอมาอีร์ รัฐมนตรีน้ำมันคูเวต กล่าวว่าโอเปคยอมรับได้ ไม่ว่าราคาน้ำมันในตลาดจะอยู่ระดับใดก็ตาม ไม่ว่าจะ 60 ดอลลาร์ 80ดอลลาร์หรือ 100 ดอลลาร์ ส่วนนายอะเดล อับเดล เมห์ดี รัฐมนตรีเชื้อเพลิงของอิรัก มองว่า ราคาต่ำสุดของน้ำมันน่าจะอยู่ที่ 65-70 ดอลลาร์

ขณะที่บรรดานักวิเคราะห์ ให้ความเห็นว่า สงครามราคาครั้งนี้ อาจทำให้น้ำมันในชั้นหิน สูญเสียความสามารถในการแข่งขันในอนาคต เพราะมีต้นทุนการผลิตสูง ซึ่งจะช่วยคลายแรงกดดันต่อโอเปคในระยะยาวได้

ทั้งนี้ โอเปกระบุในแถลงการณ์หลังการประชุมว่า ประเทศสมาชิกตกลงที่จะคงเพดานการผลิตน้ำมันไว้ที่ 30 ล้านบาร์เรล/วันต่อไป โดยการประชุมครั้งต่อไปจะมีขึ้นในเดือนมิ.ย. 2558

"รอสเนฟต์"คาดแตะ60ดอลล์กลางปีหน้า

นายอิกอร์ เซชิน หัวหน้าคณะเจ้าหน้าที่บริหาร (ซีอีโอ)ของรอสเนฟต์ บริษัทผลิตน้ำมันรายใหญ่สุดของรัสเซีย ระบุว่า ราคาน้ำมันดิบอาจร่วงลงไปอยู่ที่60 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล หรือต่ำกว่านั้นในช่วงกลางปีหน้า ทั้งยังระบุด้วยว่า การผลิตน้ำมันของสหรัฐจะลดลงหลังปี 2568 เพราะแหล่งทรัพยากรที่มีปริมาณลดลง และเห็นว่าควรมีการตั้งสภาน้ำมันขึ้นมาเพื่อคอยติดตามการเคลื่อนไหวของราคาน้ำมัน

ส่วนมติของกลุ่มประเทศผู้ส่งออกน้ำมัน (โอเปค) ที่ให้คงระดับการผลิตน้ำมันไว้เท่าเดิม เมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา (27 พ.ย.) ส่งผลให้น้ำมันดิบเบรนท์ทะเลเหนือ มีราคาลดลงทำสถิติต่ำสุดในรอบ 4 ปีที่ 73 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล

นายเซชิน กล่าวว่าการตัดสินใจดังกล่าวของกลุ่มโอเปค จะไม่กระทบกับบริษัท ขณะเดียวกันรัสเซีย ซึ่งไม่ได้เป็นสมาชิกโอเปค อาจต้องตัดสินใจลดการผลิตลงวันละ 200,000-300,000 บาร์เรลต่อวัน หากราคาน้ำมันยังคงลดลงอย่างต่อเนื่อง

เวเนซูเอลาเร่งหาทางหนุนราคาน้ำมัน

นายราฟาเอล รามิเรซ รัฐมนตรีต่างประเทศเวเนซูเอลา กล่าวว่ารัฐบาลเวเนซูเอลา เตรียมหารือกับกลุ่มประเทศนอกโอเปค เกี่ยวกับการทำให้ราคาน้ำมันอยู่ในระดับที่เหมาะสม หลังจากกลุ่มโอเปค มีมติให้คงกำลังการผลิตน้ำมันไว้เท่าเดิม ซึ่งอาจส่งผลเสียต่อเศรษฐกิจเวเนซูเอลา ที่หลายฝ่ายมองว่ากำลังจะเริ่มฟื้นตัว และยังเป็นการกำจัดอิทธิพลของเวเนซูเอเลาในโอเปคลงอีกด้วย

นายรามิเรซ กล่าวว่า กลุ่มโอเปค ตัดสินใจคงการผลิตน้ำมันที่ 30 ล้านบาร์เรลต่อวัน ตั้งแต่เดือนธ.ค. ปี 2554 ซึ่งขณะนี้ มีการผลิตเกินกว่าความต้องการถึง 500,000 บาร์เรลต่อวัน ทั้งยัง มีปัจจัยอื่นเสริม จึงทำให้ราคาน้ำมันร่วงลงถึง 30% และหวังว่าจะมีวิธีการอื่นที่จะช่วยควบคุมราคาน้ำมันไม่ให้ลดลงไปกว่านี้

ทั้งนี้ เวเนซูเอลา มองว่า ราคาน้ำมันที่เหมาะสมน่าจะอยู่ที่ประมาณ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล แต่ไม่อาจต้านทานเสียงของกลุ่มประเทศอ่าวเปอร์เซีย ที่เห็นชอบให้คงกำลังผลิตน้ำมันไว้เท่าเดิม

มติโอเปคส่งผลดีต่อศก.ญี่ปุ่น

รัฐมนตรีกระทรวงอุตสาหกรรมของญี่ปุ่น เปิดเผยว่า การที่กลุ่มประเทศผู้ส่งออกน้ำมัน (โอเปค) มีมติคงเพดานการผลิตน้ำมันในการประชุมล่าสุด จะส่งผลดีต่อญี่ปุ่น ซึ่งกำลังเผชิญกับต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้น

ทั้งนี้ ญี่ปุ่น ซึ่งต้องพึ่งพาการนำเข้าพลังงานสูงมากนั้น มีต้นทุนด้านพลังงานที่สูงด้วยเช่นกัน เพราะญี่ปุ่นต้องปิดโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ หลังจากเกิดเหตุแผ่นดินไหวและสร้างความเสียหายต่อโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ฟุกุชิมะไดอิชิในปี 2554 นอกจากนี้ การอ่อนค่าของสกุลเงินเยน ยังทำให้ต้นทุนการนำเข้าพลังงานสูงขึ้นเช่นกัน

นายโยอิจิ มิยาซาวะ รัฐมนตรีกระทรวงเศรษฐกิจ การค้า และอุตสาหกรรม กล่าวว่า ราคาน้ำมันดิบที่ปรับตัวลงจะเป็นปัจจัยบวกต่อเศรษฐกิจญี่ปุ่น และเสริมว่า ญี่ปุ่นจะยังคงจับตาดูความเคลื่อนไหวของตลาดต่อไป

ด้านนนายอาคิระ อามาริ รัฐมนตรีนโยบายเศรษฐกิจและการคลัง กล่าวว่า การตัดสินใจของกลุ่มโอเปคจะส่งผลบวกต่อเศรษฐกิจภายในประเทศ ซึ่งเป็นการชดเชยผลกระทบจากเงินเยนที่อ่อนค่าลงและทำให้ต้นทุนด้านพลังงานสูงขึ้น

คาดลงต่ำสุด60ดอลลาร์

นาย มนูญ ศิริวรรณ นักวิชาการอิสระด้านพลังงาน และกรรมาธิการพลังงาน สภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) กล่าวว่าราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกจะไม่ลดลงมาต่ำกว่าระดับ 60 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล โดยเชื่อการลดลงของราคาน่าจะเป็นช่วงระยะสั้นๆเท่านั้นและคงจะปรับตัวขึ้นไป

"ระดับราคาน้ำมันดิบที่ต่ำกว่า 60 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล เป็นระดับที่ต่ำกว่าต้นทุนการผลิตน้ำมันดิบจากแหล่งเชลล์ออยล์ของสหรัฐอเมริกาและจะทำให้ผู้ผลิต ไม่ลงทุนที่จะผลิตน้ำมันออกมา เพราะเห็นแล้วว่าไม่คุ้มกับการลงทุน"

อย่างไรก็ตาม การที่ราคาน้ำมันดิบจะปรับตัวขึ้นไปได้มากแค่ไหนนั้น ก็จะขึ้นอยู่กับการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก โดยเฉพาะสหรัฐอเมริกา กลุ่มอียู ซึ่งหากเศรษฐกิจฟื้นตัวได้แล้วราคาน้ำมันก็จะปรับตัวขึ้นมาได้เร็ว

แนะรัฐเร่งปรับโครงสร้างราคา

นายมนูญ กล่าวว่าราคาในตลาดโลกในช่วงนี้ ถือเป็นช่วงเหมาะสมที่กระทรวงพลังงานจะใช้เป็นโอกาสในการปรับโครงสร้างราคาน้ำมัน ที่จะยกเลิกการอุดหนุนราคาแอลพีจี. การปรับลดราคาน้ำมันในกลุ่มเบนซินและแก๊สโซฮอล์ ลงมาได้อีกตามต้นทุนราคาที่ลดลง ในขณะเดียวกันก็ต้องปรับขึ้นภาษีสรรพสามิตของดีเซล ที่เก็บอยู่ 75สตางค์ต่อลิตร ให้อยู่ในระดับประมาณ4บาทต่อลิตร โดยที่ไม่กระทบกับราคาขายปลีก ด้วยการลดการจัดเก็บอัตราส่งเงินเข้ากองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง จากปัจจุบันที่เก็บอยู่ 4.30บาทต่อลิตร

"กระทรวงพลังงานควรจะใช้จังหวะที่ราคาน้ำมันในตลาดโลกลดลงอย่างมาก ปรับโครงสร้างราคาพลังงานทั้งระบบไปเลย โดยที่ไม่ต้องรอให้ถึงช่วงเทศกาลปีใหม่ เพราะจะเป็นจังหวะในการปรับที่จะไม่ส่งผลกระทบต่อราคาขายปลีกดีเซล ในขณะเดียวกันก็จะทำให้น้ำมันกลุ่มเบนซินและแก๊สโซฮอล์ปรับลงมาได้อีกด้วย" นายมนูญ กล่าว

นายมนูญ กล่าวว่า ราคาน้ำมันดิบที่ปรับลดลงมากในช่วงนี้ จะไม่กระทบต่อการเปิดสัมปทานปิโตรเลียมรอบที่ 21 เพราะเป็นการลดลงในช่วงสั้นๆ ในขณะที่สัมปทานปิโตรเลียมนั้น มีอายุ30ปี ซึ่งนักลงทุนคงจะมองในระยะยาวมากกว่าว่า ราคาน้ำมันดิบจะมีการปรับราคาขึ้นไปในระดับที่คุ้มค่าต่อการลงทุน

คาดน้ำมันร่วงระยะสั้น

ด้านหน่วยวิเคราะห์สถานการณ์ราคาพลังงาน บมจ.ไทยออยล์ ได้มีการสรุปสถานการณ์ราคาน้ำมันในวันที่ 28 พ.ย. และคาดการณ์ไปถึงวันที่ 4 ธ.ค.ว่าราคาน้ำมันดิบทั้งเวสต์เท็กซัสและเบรนท์ ปรับตัวลงมามากที่สุดในช่วง 1 วัน นับตั้งแต่ปี 2554 หลังจากที่กลุ่มโอเปกตัดสินใจคงระดับการผลิตน้ำมันนักวิเคราะห์น้ำมันมองว่าในระยะสั้นน้ำมันดิบน่าจะปรับตัวลดลงไปต่ำกว่าระดับ 70 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ซึ่งน่าจะทำให้การผลิตน้ำมันจากชั้นหินดินดานหรือเชลล์ออยล์ของสหรัฐสูญเสียความสามารถในการแข่งขันในตลาดน้ำมันเพราะมีต้นทุนที่สูงกว่าคู่แข่งคนอื่น

ไทยออลย์คาดการณ์ว่าราคาน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัสน่าจะเคลื่อนไหวอยู่ในระดับ 68-74 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ในขณะที่ราคาน้ำมันดิบเบรนท์น่าจะเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบ 70-76 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล

หุ้นกลุ่มน้ำมันร่วง-สายการบินพุ่ง

หลังจากมติโอเปค ราคาน้ำมัน หุ้นที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจน้ำมัน และสกุลเงินที่มีความสัมพันธ์กับน้ำมันร่วงลงในตลาดเอเชีย โดยหุ้นออสเตรเลียร่วงลง1.5% นำโดยหุ้นกลุ่มพลังงาน คือ หุ้นซันแดนซ์ เอเนอร์จี, หุ้นดริลล์เสิร์ช และหุ้นซาสโตส โดยปรับตัวลง 10-16%

ขณะที่การเคลื่อนไหวราคาหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ หุ้นกลุ่มพลังงานปรับลดลงถ้วนหน้า นำโดยหุ้นกลุ่มบริษัท ปตท.

ราคาหุ้น ปตท. (PTT) ปิดตลาดวานนี้(28 พ.ย.) ลดลง 7 บาท หรือ 1.79% อยู่ที่ 383 บาท ราคาหุ้นบริษัทปตท. สำรวจและผลิตปิโตรเลียม(PTTEP)ลดลง 7 บาท หรือ 5.24% อยู่ที่ 135.50 บาท บริษัทไทยออยล์ (TOP) ลดลง 0.50 บาท หรือ 1.14% อยู่ที่ 43.50 บาท บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอลจำกัด (PTTGC) ลดลง 0.50 บาท หรือ 1.01% อยู่ที่ 64.25 บาท

ขณะที่ราคาหุ้นที่ได้รับผลดีจากราคาน้ำมันลดลง คือ บริษัทการบินไทย(THAI) เพิ่มขึ้น 0.20 บาท หรือ 1.30% อยู่ที่ 15.60 บาท ราคาหุ้นบริษัท สายการบินนกแอร์ จำกัด (NOK) เพิ่มขึ้น 1 บาท หรือ 8.40% อยู่ที่ 12.90 บาท ราคาหุ้นบริษัท เอเชีย เอวิเอชั่น จำกัด(AAV) เพิ่มขึ้น 0.18 บาท หรือ 4% อยู่ที่4.68 บาท