"โอเปค"รู้ดีว่าต้องลดกำลังการผลิตน้ำมันลง เพื่อพยุงราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกที่ปรับตัวลงอย่างต่อเนื่อง
องค์การประเทศผู้ส่งออกปิโตรเลียม หรือโอเปค รู้ดีว่าต้องลดกำลังการผลิตน้ำมันลง เพื่อพยุงราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกที่ปรับตัวลงอย่างต่อเนื่อง แต่ยังไม่แน่ชัดว่า เหล่าสมาชิกจะเห็นพ้องต้องกันหรือไม่ เมื่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของเวเนซุเอลา ตระเวณเดินสายพบรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานหลายประเทศในกลุ่มโอเปค เพื่อหารือเกี่ยวกับเรื่องนี้ รวมทั้งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงน้ำมันของซาอุดีอาระเบีย ในเวทีประชุมว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศ ที่เกาะมาร์การิตา นอกชายฝั่งอเมริกาใต้
แหล่งข่าววงในคาดการณ์ว่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงน้ำมันของซาอุดีอาระเบีย "นายอาลี อัล-นาอีมี" จะเรียกร้องให้สมาชิกโอเปคลดกำลังการผลิตน้ำมันลง และคาดว่า เขาจะแจ้งต่อรัฐมนตรีต่างประเทศเวเนซุเอลา "นายราฟาเอล รามิเรซ" ว่า ซาอุฯจะไม่ลดกำลังการผลิตเพียงลำพัง รวมทั้งจะส่งสัญญาณนี้ให้ที่ประชุมที่กรุงเวียนนาวันที่ 27 พ.ย.นี้รับรู้ด้วย
ประเด็นขณะนี้คือ โอเปค ซึ่งเป็นกลุ่มผู้ผลิตน้ำมันใหญ่สุดของโลก จะยังคงรักษาบทบาทนี้ไว้ได้ต่อไปหรือไม่ ท่ามกลางสถานการณ์ขัดแย้งทางการเมืองในหลายจุดของโลก และกำลังการผลิตน้ำมันดิบโลกที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะกำลังการผลิตจากหินน้ำมันสหรัฐ ที่ได้รับความนิยมมากขึ้น หากโอเปค เจรจาเพื่อลดกำลังการผลิตภายในกลุ่มร่วมกันไม่ได้ อิทธิพลของโอเปคในการกำหนดราคาน้ำมันดิบโลกก็จะลดน้อยถอยลงไป ขณะที่ภายในกลุ่มโอเปคเองก็มีความกังวลมากขึ้น เนื่องจากมีสมาชิกบางประเทศ มีความเห็นแตกต่างกันเกี่ยวกับปัญหาราคาน้ำมันดิบร่วง และมีเจ้าหน้าที่โอเปคคนหนึ่ง เปิดเผยว่า หากโอเปค ไม่สามารถบรรลุข้อตกลงร่วมกันได้ ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกจะร่วงลงไปอีก
ด้านสำนักงานพลังงานสากล หรือไออีเอ รายงานว่า ปัจจุบัน โอเปคผลิตน้ำมันเกินเป้า 30 ล้านบาร์เรลต่อวันอยู่ประมาณวันละ 500,000 บาร์เรลเศษ ขณะที่ตัวแทนโอเปค ระบุว่า สมาชิกกำลังพิจารณาควบคุมการผลิตให้อยู่ในระดับเป้าหมาย โดยจะเร่งลดกำลังการผลิตลง
ส่วนธนาคารดอยช์แบงก์ รายงานว่า นับตั้งแต่ปี 2537 โอเปค ซึ่งผลิตน้ำมันมากกว่าหนึ่งในสามของปริมาณการผลิตน้ำมันดิบทั่วโลก ลดกำลังการผลิตลงเพื่อแก้ปัญหาราคาน้ำมันตกต่ำมาแล้ว 11 ครั้ง รวมแล้วเฉลี่ยวันละ 1.24 ล้านบาร์เรล ซึ่งการลดกำลังการผลิตแต่ละครั้ง ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบเบรนท์ ซึ่งเป็นราคาอ้างอิงระหว่างประเทศปรับตัวสูงขึ้นใน 2-3 เดือนให้หลัง
การร่วมกันลดกำลังการผลิตของโอเปค อาจช่วยหนุนราคาน้ำมันได้ก็จริง แต่ทำให้รายได้ของสมาชิกโอเปคหดหายไปด้วย แถมยังไม่ชัดเจนว่า อีกนานแค่ไหนที่ชาติสมาชิกโอเปคอย่างเวเนซุเอลาและไนจีเรีย ซึ่งมีเศรษฐกิจเปราะบาง จะผลิตน้ำมันได้ตามเป้า โดยไม่แอบขายไปเสียก่อน
การประชุมโอเปคในเดือนนี้ จึงแตกต่างจากการประชุมในครั้งก่อน ๆ เพราะการประชุมครั้งนี้ โอเปค เหมือนยืนอยู่บนทางแยก หากจะพยุงราคาน้ำมันให้สูงขึ้น โอเปคต้องกระตุ้นการลงทุนด้านน้ำมัน รวมถึงการผลิตน้ำมันจากหินเชล ในสหรัฐ ที่ผ่านมา มีน้ำมันจากสหรัฐไหลเข้าสู่ตลาดมากขึ้น ทำให้ราคาน้ำมันร่วง
อย่างไรก็ตาม ซาอุดิอาระเบียไม่แน่ใจว่า สมาชิกโอเปคอีก 11 ชาติที่เหลือจะยอมลดกำลังการผลิตหรือไม่ ซึ่งซาอุฯเองไม่ต้องการแบกรับภาระโดยยอมลดกำลังการผลิตลงเพียงรายเดียว เพราะเกรงว่าจะต้องสูญเสียลูกค้าท่ามกลางสถานการณ์การแข่งขันอย่างดุเดือดในปัจจุบัน
ซาอุดิอาระเบียไม่ยอมลดกำลังการผลิตจากระดับการผลิตในทศวรรษ 80 ที่ขณะนั้นซาอุฯลดกำลังการผลิตน้ำมันลงอย่างรวดเร็วเพื่อหยุงราคา หลังจากเพิ่งค้นพบแหล่งน้ำมันสำรองใหม่ในทะเลเหนือและในอังกฤษ แต่สมาชิกรายอื่นๆไม่ได้ทำตามซาอุฯ ยังคงผลิตน้ำมันในระดับเดิมต่อไป เพื่อรักษาส่วนแบ่งตลาดไว้ต่อไป
นายซับบัน อดีตผู้ช่วยนายนาอีมี กล่าวว่า ซาอุฯพูดชัดเจนว่า การปกป้องตลาดน้ำมันโลกเป็นความรับผิดชอบร่วมกันของกลุ่มโอเปค ไม่ควรมีสมาชิกชาติใดหวังจะให้ซาอุฯ รับบทหนักเพียงลำพัง หากหลักการพื้นฐานแค่นี้ ยังตกลงกันไม่ได้ ซาอุฯก็จะเดินหน้าปกป้องส่วนแบ่งตลาดน้ำมันของตนเองต่อไป





