บล.โนมูระ จัดทำรายงาน10ประเทศ มีแนวโน้มเกิดกลียุค จากการประท้วงครั้งใหญ่และอาจมีประชาชนลุกฮือ
บริษัทหลักทรัพย์โนมูระ จัดทำรายงาน 10 ประเทศ ที่มีแนวโน้มเกิดกลียุค จากการประท้วงครั้งใหญ่ และอาจมีประชาชนลุกฮือจำนวนมาก จากปัจจัยความเหลื่อมล้ำทางสังคม การคอร์รัปชัน และความไม่พอใจรัฐบาล เหมือนดัชนีความไม่สงบภายในประเทศ ของบริษัทที่ปรึกษาความเสี่ยงเมเปิลครอฟต์
10 ประเทศที่อาจเกิดความโกลาหล ล้วนแล้วแต่เป็นประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่ และประเทศชายขอบทั้งสิ้น
ประเทศแรกได้แก่ อาร์เจนตินา ซึ่งมีระดับเงินเฟ้อสูงลิ่ว ทั้งยังผิดชำระหนี้กองทุนการเงินระหว่างประเทศ หรือ ไอเอ็มเอฟมาแล้ว 2 งวด ทำให้สหภาพแรงงานใหญ่ที่สุดของประเทศ ออกมาประท้วงการบริหารการเงินของรัฐบาล
บราซิล เป็นประเทศต่อมา ประชาชนไม่พอใจ ที่รัฐบาลทุ่มเงินมหาศาลจัดการแข่งขันฟุตบอลโลก แทนที่จะปรับปรุงระบบโครงสร้างพื้นฐาน และถ้าหากประธานาธิบดีดิลมา รูสเซฟฟ์ ที่เพิ่งได้รับเลือกเข้ามาอีกสมัย จัดการกับเศรษฐกิจและภาวะเงินเฟ้อที่ 6.5% ซึ่งสูงสุดในรอบ 3 ปีไม่ได้ ประชาชนก็อาจรวมตัวประท้วงทั่วประเทศ
ประเทศยักษ์ใหญ่อีกแห่งอย่าง จีน ก็เกิดการประท้วงจากคนหลายกลุ่ม ทั้งกลุ่มชาวนาชาวไร่ ที่ต่อต้านการกว้านซื้อที่ดิน ชนชั้นกลางที่กังวลเรื่องสิ่งแวดล้อม และการจลาจลของชนกลุ่มน้อย
ขณะที่ มาตรการคว่ำบาตรเศรษฐกิจจากตะวันตก ทำให้เศรษฐกิจของอิหร่านย่ำแย่ ไม่เพียงเท่านี้ การว่างงานที่สูงลิ่ว การจำกัดเสรีภาพทางการเมือง และความรุนแรงต่อผู้หญิง ยังคงเป็นปัญหาสำคัญของอิหร่าน ยิ่งไปกว่านั้น ประชาชนมากมาย ยังไม่พอใจรัฐบาลที่เพิ่มอำนาจตำรวจศาสนา และตำรวจนอกเครื่องแบบมากเกินไป ทำให้ตรวจสอบการกระทำของเจ้าหน้าที่เหล่านี้ไม่ได้
ส่วนไนจีเรีย ที่กำลังต่อกรกับกลุ่มโบโกฮาราม ที่ต้องการแบ่งแยกดินแดนเพื่อตั้งรัฐอิสลาม และประชาชนก็ไม่พอใจที่รัฐบาลไม่จริงจังกับการจัดการกลุ่มก่อการร้ายนี้ เช่น ไม่ใส่ใจที่จะนำตัวเด็กนักเรียนหญิง 200 คนที่ถูกกลุ่มโบโกฮารามลักพาตัว กลับมา
รัสเซีย ก็เช่นกัน แม้ประธานาธิบดีวลิดิมีร์ ปูตินจะชนะใจคนรัสเซียได้ แต่ก็มีประชาชนบางส่วน ที่ไม่พอใจหลังเข้าไปเกี่ยวข้องกับวิกฤตยูเครน ค่าเงินรูเบิลของรัสเซียก็อ่อนค่าลงถึง 30% เมื่อเทียบกับดอลลาร์ และภาวะเงินเฟ้อก็สูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ราคาสินค้าก็เช่นกัน ปรับตัวขึ้นถึง 8.3% เมื่อเดือนตุลาคมที่ผ่านมา
ส่วนซาอุดิอาระเบีย มีความตึงเครียดระหว่างชาวมุสลิมสุหนี่ ที่เป็นคนส่วนใหญ่กับชาวชีอะห์ ที่เป็นเจ้าของพื้นที่บ่อน้ำมัน และในเดือนตุลาคมที่ผ่านมา ศาลก็เพิ่งตัดสินประหารชาวชีอะห์ ที่ประท้วงรัฐบาลเมื่อ 3 ปีก่อน
เวเนซุเอลา ก็อยู่ในกลุ่มนี้ด้วย เพราะมีปัญหาภายในประเทศหลายอย่าง เช่น อัตราการก่ออาชญากรรมที่สูงสุดในโลก รวมถึงปัญหาเงินเฟ้อที่พุ่งถึง 65% ทำให้รัฐบาลพยายามควบคุมค่าเงิน ถึงกับงดการนำเข้ากระดาษ ทำให้ประชาชนไม่พอใจ และออกมาประท้วงใหญ่ เพราะอาจไม่มีหนังสือพิมพ์ให้ติดตามข่าวสาร
ส่วนปาเลสไตน์ หลังจากที่ถูกอิสราเอลถล่มเมื่อช่วงกลางปีที่ผ่านมา ก็เริ่มมีการพูดถึงการลุกฮือต่อต้านอิสราเอลครั้งที่ 3 ซึ่งอาจตามมาด้วยความย่อยยับของปาเลสไตน์ก็เป็นได้
และประเทศสุดท้ายคือ ชิลี ที่ประธานาธิบดีมิเชล บาเชเลต เคยหาเสียงว่าจะปฏิรูปประเทศเสียใหม่ แต่จนถึงขณะนี้ ยังไม่มีความคืบหน้า ทำให้ประชาชนไม่พอใจ และกลุ่มนักศึกษานับแสนคน ออกมาประท้วงจนเกิดการปะทะกับเจ้าหน้าที่เมื่อเดือนกันยายนที่ผ่านมา





