วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

ทุกข์ของมหาเศรษฐีพันล้าน'แจ๊ค หม่า'

ทุกข์ของคนจน และคนรวยนั้นอาจแตกต่างกัน อย่าง"แจ็ค หม่า" ก็มีทุกข์ที่เกิดจากความร่ำรวยของตัวเอง

จะจนหรือจะรวย ก็มีทุกข์เหมือนกัน แต่สาเหตุแห่งทุกข์ของคนจน และคนรวยนั้นอาจแตกต่างกัน อย่างกรณีแจ็ค หม่า ผู้ก่อตั้งและประธานกรรมการบริหาร อาลีบาบา กรุ๊ป เจ้าของเว็บไซต์อีคอมเมิร์ซรายใหญ่สุดของจีน ผู้ที่เพิ่งครองตำแหน่ง มหาเศรษฐีที่ร่ำรวยที่สุดในแดนมังกรไปเมื่อไม่นานมานี้ ก็มีทุกข์ที่เกิดจากความร่ำรวยของตัวเอง

หลังจากที่นายหม่านำหุ้นทำไอพีโอ หรือขายหุ้นต่อสาธารณชนครั้งแรก จนทำให้อาลีบาบา กรุ๊ป มีมูลค่ากว่า 25,000 ล้านดอลลาร์ และนายหม่าก็ขยับจากมหาเศรษฐี เป็นอภิมหาเศรษฐีในชั่วข้ามคืน

แต่เขากลับให้สัมภาษณ์สถานีโทรทัศน์ซีเอ็นบีซีว่า ตนเองไม่มีความสุขหลังจากที่เป็นอภิมหาเศรษฐีอันดับหนึ่งของจีน เพราะการมีเงินร่ำรวยมหาศาลกลายเป็นความเจ็บปวดที่รุนแรงสำหรับเขา

นายหม่า กล่าวว่า ในเดือนพฤศจิกายนนี้ เขาไม่มีความสุขเลย เพราะต้องเผชิญแรงกดดันมหาศาล ต้องพยายามทำตัวให้มีความสุข เพราะถ้าเขาไม่มีสุขแล้ว ผู้ร่วมงานก็จะไม่มีความสุข และจะส่งต่อไปยังผู้ถือหุ้น รวมถึงลูกค้าของบริษัท

ทั้งยังกล่าวด้วยว่า สาเหตุอาจจะมาจากการที่ราคาหุ้นไอพีโอของอาลีบาบา พุ่งทะยานขึ้นอย่างรวดเร็ว แต่ถึงแม้ว่า ราคาหุ้นจะสูงขึ้น ความคาดหวังของผู้อื่นที่มีต่อตัวเขา ก็เพิ่มขึ้นตามไปด้วย และเขาอาจจะกังวลถึงอนาคตและเรื่องต่างๆมากเกินไปด้วย จึงทำใจให้สงบได้ยาก

ที่สำคัญ การที่หุ้นไอพีโอของอาลีบาบาประสบความสำเร็จ ได้รับการตอบรับมหาศาล จนทำให้นายหม่าชื่นชมกับผลสำเร็จนั้น เป็นเพียงอารมณ์ที่พุ่งขึ้นชั่ววูบราวกับพลุที่พุ่งขึ้นถึงจุดสูงสุดแล้วดับไป เหลือไว้แต่ความมืด กับพลุลูกใหม่ที่จะพุ่งขึ้นส่องแสงในยามค่ำคืนอีกครั้ง

นายหม่า มีชีวิตที่เปลี่ยนไปจากเดิม การเป็นอภิมหาเศรษฐีอันดับหนึ่งของจีน ทำให้คนทั่วไปมองเขาในมุมมองที่ต่างไปจากเดิม และมีอคติที่ต้องการแต่เงินจากเขา ซึ่งนายหม่าสารภาพว่า ตนเองอยากถูกมองในฐานะนักธุรกิจที่มีความสุขกับการเป็นตัวของตัวเอง และเขาก็โหยหาความรู้สึกของการเป็นตัวของตัวเองที่สูญหายไปจากการที่ความร่ำรวยเข้ามาแทนที่

ดังนั้นนายหม่า จึงพยายามหาทางลดความเจ็บปวดจากด้านลบของความร่ำรวยที่ได้มาจากการทำงานอย่างมีชั้นเชิง และวิสัยทัศน์ที่เฉียบขาดของเขา ด้วยการใช้เงินที่ได้มาคืนกลับให้กับสังคม

ทุกข์ของนายหม่ายังไม่หมดไป เพราะแม้จะพยายามใช้เงินที่มีอยู่ไปกับการตอบแทนสังคม เขาก็ยังต้องเผชิญกับแรงกดดันจากสังคม ที่จะนำเขาไปเปรียบเทียบกับอภิมหาเศรษฐีใจบุญ อย่างนายบิล เกตส์ เศรษฐีอันดับหนึ่งของโลก ผู้ก่อตั้งมูลนิธิบิล-เมลินดา เกตส์ ที่มีจุดประสงค์ในการพัฒนา และยกระดับการศึกษา และความเป็นอยู่ของประชาชนในประเทศยากจน นายหม่า จึงตั้งใจที่จะก่อตั้งมูลนิธิที่สามารถนำเงินเข้าไปพัฒนาสังคมในรูปแบบของธุรกิจ ที่จะแตกต่างจากมูลนิธิของผู้ร่วมก่อตั้งไมโครซอฟท์ โดยกล่าวติดตลกว่า สังคมอาจจะตัดสินเขาและนายบิลล์ เกตส์ว่า ใครใช้เงินตอบแทนสังคมมากกว่า ก็ถือเป็นผู้ที่ใจบุญมากกว่า