คณะกรรมการกำกับดูแลภาคธนาคารจีนเผยยอดหนี้เสียของจีนพุ่งสูงสุดในรอบ 9 ปีนับตั้งแต่ปี 2548 ในไตรมาสที่สาม
คณะกรรมการกำกับดูแลภาคธนาคารจีน ระบุว่า ยอดหนี้เสียของจีนพุ่งสูงสุดในรอบ 9 ปีนับตั้งแต่ปี 2548 ในไตรมาสที่สาม เพิ่มความกังวลว่าเศรษฐกิจที่ชะลอตัวของประเทศจะยังคงซบเซาต่อไป หลังจากที่ภาคธนาคารจำกัดการปล่อยกู้เพื่อหลีกเลี่ยงความเสี่ยงด้านสินเชื่อ
คณะกรรมการกำกับดูแลภาคธนาคารจีนหรือซีบีอาร์ซี แถลงว่า ยอดหนี้เสียของธนาคารจีนเพิ่มขึ้น 72,500 ล้านหยวน หรือราว 363,950 ล้านบาท จากไตรมาสก่อนหน้ามาอยู่ที่ 766,900 ล้านหยวน หรือราว 3.849 ล้านล้านบาท ทั้งนี้ ยอดหนี้เสียนับเป็น 1.16% ของยอดหนี้เงินกู้ทั้งหมด เพิ่มขึ้นจาก 1.08% ในช่วงไตรมาสก่อน
แหล่งข่าวเปิดเผยว่า จีนกำลังเข้าสู่ภาวะขยายตัวทางเศรษฐกิจตกต่ำที่สุดนับตั้งแต่ปี 2533 ขณะที่บรรดาแกนนำพรรคคอมมิวนิสต์ได้หารือเพื่อลดเป้าการเติบโตของประเทศสำหรับปีหน้าแล้ว
ข้อมูลของบริษัทยูบีเอส เอจี ระบุว่า ความต้องการเสี่ยงภัยที่ลดลงของบรรดานายธนาคาร และความกังวลเกี่ยวกับคุณภาพสินทรัพย์ กำลังนำไปสู่การขยายตัวที่ซบเซาในภาคสินเชื่อ
นักวิเคราะห์จากบริษัทมาสเตอร์ลิงก์ ซีเคียวริตีส์ คอร์ปในนครเซี่ยงไฮ้ นายเรนนี หยวน กล่าวว่า จีนยังคงได้รับผลกระทบหลังจากยุคปล่อยสินเชื่อมากเกินไปและมาตรการกระตุ้นครั้งใหญ่ที่บังคับใช้เมื่อปี 2551 แต่ในช่วงสองไตรมาสที่ผ่านมา ภาคธนาคารจีนเริ่มจัดการหนี้เสียของตนมากขึ้นซึ่งทำให้สามารถเริ่มกระบวนการล้างหนี้เสียได้
ขณะที่นักวิเคราะห์จากบริษัทมิซูโฮ ซีเคียวริตีส์ เอเชียในฮ่องกง นายจิม แอนทอส กล่าวว่า อัตราเติบโตของหนี้เสียอาจแตะระดับสูงสุดแล้ว พร้อมคาดการณ์ว่า ยอดหนี้เสียในธนาคารที่จดทะเบียนในฮ่องกงอาจจะเพิ่มขึ้นอีก 18% ในปีหน้า ชะลอตัวลงจาก 31% ในปีนี้





