สหรัฐอนุมัติใช้เงินจากกองทุนสงครามจำนวน 750 ล้านดอลลาร์ เพื่อรับมือกับการระบาดของอีโบลาในแอฟริกาตะวันตก
นายเจมส์ อินฮอฟ วุฒิสมาชิก จากพรรครีพับลิกันของสหรัฐ เปิดเผยว่า คณะกรรมาธิการกลาโหมของสภาสูงสหรัฐ ได้อนุมัติให้มีการโยกเงินจำนวน 750 ล้านดอลลาร์ ในกองทุนสงครามของกระทรวงกลาโหม เพื่อนำไปใช้ในการรับมือกับการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสอีโบลาในแอฟริกาตะวันตก โดยขณะนี้เหลือเพียงรอการอนุมัติขั้นสุดท้ายจากรัฐสภา
นายอินฮอฟ ยังได้วิจารณ์รัฐบาลประธานาธิบดีบารัก โอบามา ว่า ล้มเหลวในการวางแผนล่วงหน้าสำหรับการรับมือกับเรื่องนี้ พร้อมชี้ว่า เป็นเรื่องยากลำบากสำหรับตัวเขาที่จะต้องจัดหาการสนับสนุนเพิ่มเติมในนาทีสุดท้ายตามคำร้องขอ ด้วยการนำงบด้านทหารไปใช้
การเคลื่อนไหวข้างต้นของสหรัฐเกิดขึ้นในช่วงเวลาเดียวกับที่องค์การอนามัยโลก (ดับเบิลยูเอชโอ) ออกมาระบุว่า ยอดผู้เสียชีวิตจากการติดเชื้อไวรัสอีโบลายังคงพุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยนับถึงวันที่ 8 ต.ค.ที่ผ่านมา มีทั้งสิ้น 4,033 ราย จากผู้ติดเชื้อ 8,399 คนใน 7 ประเทศ และว่างบประมาณ 1 พันล้านดอลลาร์ที่ต้องการเพื่อต่อสู้กับอีโบลายังขาดอยู่อีกมาก
ขณะที่ศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคของสหรัฐ (ซีดีซี) ระบุว่า จำนวนของผู้ติดเชื้อภายในเดือน ม.ค.ปีหน้าอาจพุ่งสูงถึง 1.4 ล้านคน หากนานาชาติยังไม่ยอมดำเนินมาตรการป้องกันอย่างเข้มข้น
สเปนกักโรคเพิ่มอีก 7 คน
ส่วนสถานการณ์ที่ประเทศสเปน หลังพยาบาลวัย 44 ปีกลายเป็นผู้ติดเชื้อนอกภูมิภาคแอฟริกาตะวันตกเป็นรายแรก จากการรักษาผู้ป่วยชาวสเปน 2 คนที่ติดเชื้อในไลบีเรียเมื่อเดือน ส.ค.นั้น นายกรัฐมนตรีมาเรียโน ราฮอย ของสเปนได้เดินทางไปยังโรงพยาบาลคาร์ลอสที่ 3 ที่พยาบาลผู้ติดเชื้อรักษาตัวอยู่ เพื่อส่งสัญญาณทำให้ประชาชนเชื่อมั่นว่าสเปนจะสามารถควบคุมการแพร่ระบาดได้
ขณะที่อาการของพยาบาลยังทรงตัว แต่ถือว่ายังไม่สู้ดีนัก นอกจากนี้ที่โรงพยาบาลยังมีการกักโรคบุคคลต้องสงสัยสัมผัสกับผู้ติดเชื้อเพิ่มเติมอีก 7 คน รวมเป็น 21 คนแล้ว
สำหรับประเทศอื่นๆ ที่ยังไม่มีผู้ติดเชื้อได้เพิ่มมาตรการรักษาความปลอดภัยและกักกันโรค โดยแคนาดาได้ออกคำแนะนำพลเมืองให้เดินทางออกจากประเทศที่มีการแพร่ระบาด และเพิ่มความเข้มงวดในการตรวจสอบนักท่องเที่ยวต้องสงสัยที่เดินทางเข้าประเทศ เช่นเดียวกับสหรัฐและอังกฤษที่เพิ่มการคัดกรองผู้โดยสาร ณ สนามบินนานาชาติที่สำคัญ
นอกจากนี้มีรายงานว่าทั้งออสเตรเลีย บราซิล และซิมบับเว มีการกักโรคผู้ต้องสงสัยและสั่งให้อยู่แต่ภายในบ้านด้วย
เตือนอย่าแกล้งป่วย
ผู้เชี่ยวชาญยังได้ออกมาเตือนว่า การเล่นตลกเกี่ยวกับเรื่องนี้ อาจเกิดเหตุวุ่นวายได้ หลังเกิดเหตุผู้โดยสารสายการบินยูเอส แอร์เวย์ ของสหรัฐรายหนึ่งจามบนเครื่องบิน และประกาศว่าตัวเองติดเชื้ออีโบลา ทำให้ผู้โดยสารแตกตื่นทั้งลำ จนเจ้าหน้าที่ด้านสาธารณสุขต้องนำตัวผู้โดยสารคนนี้ไปตรวจสอบ และผู้โดยสารคนอื่นๆ ต้องถูกให้นั่งอยู่ในเครื่องบินเป็นเวลานานกว่า 2 ชั่วโมง
ส่วนที่ฝรั่งเศส ได้เกิดเหตุวุ่นวายขึ้นเช่นกัน เมื่อมีกลุ่มเด็กนักเรียนชาวกินีเดินทางไปเยือนโรงเรียนแห่งหนึ่งในกรุงปารีสของฝรั่งเศส และมีชายเชื้อสายแอฟริกันคนหนึ่งแสดงอาการป่วยในอาคารแห่งหนึ่ง จนเกิดความวุ่นวายต้องสั่งอพยพ อย่างไรก็ตาม ทั้ง 2 เหตุการณ์ไม่พบผู้ป่วยอีโบลาแต่อย่างใด
ด้านประเทศโมร็อกโกซึ่งจะเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันฟุตบอลแห่งทวีปแอฟริกา หรือ แอฟริกาคัพ ออฟ เนชั่นส์ ในปีหน้า ได้ประกาศเลื่อนจัดการแข่งขันแล้วเพื่อความปลอดภัย อย่างไรก็ดี สหพันธ์ฟุตบอลแอฟริกายังคงยืนยันให้โมร็อกโกเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันตามกำหนดการเดิม
เอเชียตะวันออกเสี่ยงระบาด
นายชิน ยัง ซู ผู้อำนวยการภาคพื้นแปซิฟิกตะวันตกของดับเบิลยูเอชโอ เตือนว่า การที่เอเชียตะวันออกเป็นศูนย์กลางการค้าและการขนส่งระดับโลก ทั้งยังมีการเคลื่อนที่ของแรงงานอพยพจำนวนมาก ทำให้มีความเสี่ยงที่จะเกิดการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสอีโบลา
อย่างไรก็ดี ที่ผ่านมาเอเชียตะวันออกเป็นพื้นที่ที่มีความเสี่ยงสูงสำหรับโรคเกิดใหม่ และเคยต้องรับมือกับโรคระบาดอย่างทางเดินหายใจเฉียบพลันรุนแรง หรือซาร์ และไข้หวัดนก จึงเป็นภูมิภาคที่มีการเตรียมพร้อมกับการแพร่ระบาดของโรคดีกว่าภูมิภาคอื่นๆ เพราะเคยมีบทเรียนในเรื่องเหล่านี้มาแล้ว
นอกจากนี้ หลายประเทศในภูมิภาคนี้ก็ยังมีการวางแผนรับมือกับอีโบลาอย่างแข็งแกร่ง อีกทั้งแต่ละประเทศก็ยังมี "ศูนย์ปฏิบัติการฉุกเฉิน" ที่เชื่อมต่อกับสำนักงานระดับภูมิภาคของดับเบิลยูเอชโอในกรุงมะนิลา ฟิลิปปินส์ และสำนักงานใหญ่ในเจนีวา
อีโบลาอาจอยู่ตลอดกาล
นายเดวิด นาบาร์โร ผู้ประสานงานด้านไวรัสอีโบลาขององค์การอนามัยโลก แถลงในที่ประชุมสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติ (ยูเอ็น) ที่กรุงวอชิงตันของสหรัฐ เร่งให้ทุกฝ่ายตื่นตัวกับการต่อสู้กับไวรัสอีโบลามากขึ้น เนื่องจากจำนวนผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้นเท่าตัวทุก 3-4 สัปดาห์ และจำนวนผู้เสียชีวิตตั้งแต่เดือน มี.ค.เพิ่มเป็นกว่า 4,000 ศพแล้ว โดยประเทศในแถบตะวันตกของทวีปแอฟริกาซึ่งกำลังเผชิญกับการแพร่กระจายอย่างหนักของเชื้ออย่างไลบีเรีย กินี และเซียร์ราลีโอน ยังขาดแคลนเจ้าหน้าที่สาธารณสุขอีกจำนวนมาก
นายนาบาร์โร กล่าวด้วยว่า หากประชาคมโลกไม่เร่งให้ความช่วยเหลือเสียแต่ตอนนี้ มนุษยชาติอาจต้องอาศัยอยู่ร่วมกับเชื้อไวรัสอีโบลา "ตลอดกาล" ไม่ใช่อีกเพียงไม่กี่เดือนหรือไม่กี่ปี
ส่วน นายยาน เอเลียสสัน รองเลขาธิการยูเอ็น กล่าวเรียกร้องให้สมาชิกยูเอ็นทั้ง 137 ประเทศ ตระหนักถึงมหันตภัยจากเชื้อไวรัสอีโบลามากขึ้นอีก โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเน้นให้ความช่วยเหลือกลุ่มประเทศในภูมิภาคตะวันตกของทวีปแอฟริกาซึ่งเป็นพื้นที่ต้นตอของการระบาด ขณะที่กองทุนสู้เชื้อไวรัสอีโบลาของยูเอ็นที่มีการตั้งเป้าระดมทุนให้ได้ 1,000 ล้านดอลลาร์ หรือราว 31,200 ล้านบาทนั้น มีจำนวนเงินบริจาคเข้ามาเพียง 25% เท่านั้น





