หุ้นสหรัฐปิดร่วง2% เนื่องจากความวิตกกังวล หลังไอเอ็มเอฟปรับลดคาดการณ์เศรษฐกิจโลก
หุ้นนิวยอร์กปิดตลาดปรับตัวลง เนื่องจากนักลงทุนเทขายทำกำไร หลังจากตลาดทะยานขึ้นแข็งแกร่งเมื่อวานนี้ เนื่องมาจากการที่ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ส่งสัญญาณว่าจะยังไม่ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย นอกจากนี้ ตลาดหุ้นสหรัฐ ยังอ่อนแรงลงเนื่องจากความวิตกกังวลหลังจากกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) ได้ปรับลดคาดการณ์เศรษฐกิจโลก
ทั้งนี้ ดัชนีอุตสาหกรรมดาวโจนส์ ปิดที่ 16,663.17 จุดทรุดลงอย่างหนัก 331.05 จุดหรือ 1.95 % ดัชนี S&P 500 ร่วงลง 40.38 จุดหรือ 2.05% ปิดที่ 1,928.51 จุด และดัชนีแนสแดกร่วงลง 90.26 จุด หรือ 2.02 % ปิดที่ 4,378.34 จุด
นักลงทุนเทขายทำกำไร หลังจากดัชนีดาวโจนส์ทะยานขึ้นกว่า 200 จุดเมื่อวานนี้ ภายหลังจากเฟด เปิดเผยรายงานการประชุมประจำวันที่ 16-17 ก.ย. ซึ่งระบุว่า "สัญญาณชี้นำล่วงหน้า (Forward Guidance) ของอัตราดอกเบี้ยระยะสั้น (fed funds rate) นั้น จะขึ้นอยู่กับข้อมูลเศรษฐกิจในปัจจุบัน และยังไม่มีสัญญาณบ่งชี้ว่า การปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยจะเกิดขึ้นหลังจากโครงการซื้อสินทรัพย์สิ้นสุดลง" ซึ่งรายงานดังกล่าว ทำให้ตลาดคลายความวิตกกังวล และต่างก็คาดการณ์ว่า คณะกรรมการกำหนดนโยบายการเงินของเฟด จะยังไม่ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในระยะเวลาอันใกล้นี้ เมื่อพิจารณาจากข้อมูลเศรษฐกิจที่ซบเซาในปัจจุบัน
นอกจากนี้ ตลาดยังได้รับแรงกดดันหลังจากไอเอ็มเอฟ ได้ปรับลดคาดการณ์การขยายตัวของเศรษฐกิจโลกในปี 2557 สู่ระดับ 3.3% และปี 2558 สู่ระดับ 3.8% ซึ่งลดลง 0.1% และ 0.2% จากที่คาดการณ์ไว้เมื่อเดือนก.ค. ตามลำดับ
ตลาดหุ้นนิวยอร์ก แทบจะไม่ได้รับแรงหนุนจากรายงานของกระทรวงแรงงานสหรัฐ ที่เปิดเผยว่า จำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานในสัปดาห์ ซึ่งสิ้นสุดวันที่ 4 ต.ค. ปรับตัวลดลง 1,000 ราย แตะที่ 287,000 ราย ซึ่งใกล้กับระดับต่ำสุดนับตั้งแต่ช่วงก่อนเกิดวิกฤตการณ์การเงินในปี 2550-2552
ขณะที่ สำนักงานสถิติแห่งชาติของเยอรมนี รายงานว่า ยอดการส่งออกของเยอรมนีเดือนส.ค.ร่วงลง 5.8% เมื่อเทียบรายเดือน ซึ่งเป็นการปรับตัวลงรายเดือนที่รุนแรงที่สุดในรอบกว่า 5 ปี นับเป็นอีกข้อมูลหนึ่งที่สะท้อนว่าเศรษฐกิจเยอรมนีกำลังเผชิญอุปสรรค





