วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

จีนไร้ความชัดเจนทางเลือกปฏิรูปเศรษฐกิจ

ผู้นำจีนยังไม่แสดงท่าทีชัดเจนถึงสิ่งที่พวกเขาต้องการทำเป้าการเติบโตที่ 7.5% เป็นพันธะอย่างเป็นทางการ

ในช่วงเวลาที่จีนกำลังพิจารณาเปลี่ยนแปลงผู้บริหารสูงสุดของธนาคารกลาง บรรดาแกนนนำแดนมังกรก็ต้องเจอกับปัญหาที่ใหญ่กว่า ในเรื่องที่ว่า พวกเขาจะยอมอดทนต่อการที่เศรษฐกิจเติบโตช้าลงกว่าเดิมหรือไม่

การหารือของแกนนำระดับสูง เกี่ยวกับความเป็นไปได้ที่จะหาผู้บริหารคนใหม่มาแทนที่ผู้ว่าการธนาคารกลางจีน "นายโจว เสี่ยวฉวน" ที่อยู่ในตำแหน่งมาอย่างยาวนาน และเป็นผู้สนับสนุนการปฏิรูปตลาดท้องถิ่น เกิดขึ้นช่วงเวลาเดียวกับ ที่มีความเป็นไปได้ว่า เศรษฐกิจจีน ที่มีขนาดใหญ่เป็นอันดับ 2 ของโลก อาจจจะขยายตัวไม่ตรงตามเป้าที่รัฐบาลวางไว้สำหรับปีนี้ ที่ 7.5% ซึ่งหากเกิดขึ้นจริง ก็จะเป็นครั้งแรกที่เกิดกรณีเช่นนี้ขึ้นมานับแต่วิกฤติการเงินเอเชีย ในปี 2541

นักเศรษฐศาสตร์จำนวนมาก เห็นว่า จีนจำเป็นต้องนำมาตรการที่จะทำให้เกิดผลกระทบขนาดใหญ่มากกว่านี้เข้ามาใช้ อาทิ การปรับลดดอกเบี้ยเป็นวงกว้าง เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ มาตรการที่บรรดาที่ปรึกษาธนาคารกลางจีน ระบุว่า นายโจวไม่เห็นด้วย

อย่างไรก็ดี การเคลื่อนไหวดังกล่าวหมายความว่า จีนจะต้องหันกลับไปใช้วิธีการแบบเดิม ที่ให้ความสำคัญในเรื่องของการขยายตัวทางเศรษฐกิจเป็นอันดับแรก ซึ่งการเน้นในเรื่องการเติบโตนี้ อาจทำให้สินเชื่อที่อยู่ในระดับสูงอยู่แล้ว พุ่งขึ้นสูงไปกว่าเดิมอีก และยังทำให้การปฏิรูป ที่เหล่าผู้นำแดนมังกรบอกว่า ต้องทำเพื่อให้เศรษฐกิจมีเสถียรภาพมากขึ้นนั้น ล่าช้าออกไปอีก

ที่ผ่านมา บรรดาเจ้าหน้าที่จีน และนักเศรษฐศาสตร์ ต่างมองว่า นายโจวไม่เห็นด้วยกับการทำให้เศรษฐกิจเติบโตในระยะสั้น แต่อยากให้มีการปฏิรูปการเงิน เช่น การเปิดเสรีดอกเบี้ย ซึ่งจะทำให้การบริหารสินเชื่อดีขึ้นกว่าเดิม และยังดีต่อเศรษฐกิจในระยะยาวด้วย ท่าทีที่เหล่านักวิเคราะห์บางรายมองว่า การที่จะได้อยู่ในตำแหน่งต่อไปหรือไม่ของผู้ว่าการธนาคารกลางรายนี้ จะสะท้อนให้เห็นถึง การตัดสินใจในเรื่องการปฏิรูปของแกนนำจีน

นักวิจัยอาวุโส จากสถาบันสังคมศาสตร์จีน "นายจาง ปิน" แสดงความเห็นว่า ไม่ว่าใครก็ตามที่จะเข้ามารับผิดชอบธนาคารกลาง ก็ต้องขึ้นอยู่กับเรื่องเศรษฐกิจเป็นหลัก เพราะหากเศรษฐกิจอ่อนแอลงไปมากกว่านี้ กลุ่มผู้นำจีน ก็ยิ่งไม่อยากผลักดันให้เกิดการปฏิรูป ที่อาจทำให้ระบบตกอยู่ในความเสี่ยงมากขึ้น

จนถึงขณะนี้ บรรดาผู้นำจีนยังไม่แสดงท่าทีชัดเจนถึงสิ่งที่พวกเขาต้องการทำ โดยเมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา นายกรัฐมนตรีหลี่ เค่อเฉียง บอกกับบรรดาหัวหน้าสาขาพรรคคอมมิวนิสต์ทั่วทั้งประเทศว่า เป้าการเติบโตที่ 7.5% เป็นพันธะอย่างเป็นทางการ แต่ในการกล่าวสุนทรพจน์เดือนนี้ นายหลี่กลับมีท่าทีโอนอ่อนมากขึ้น กับการขยายตัวที่อาจจะมาก หรือน้อยลงกว่าเป้าที่ตั้งไว้เล็กน้อย โดยระบุว่า จีนไม่สามารถพึ่งพาการปล่อยสินเชื่อง่ายๆ เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจอยู่ตลอดเวลา ทั้งยังให้คำมั่นถึงการให้ความสำคัญกับการยกเครื่องเศรษฐกิจต่อไป