"ไนจีเรีย"กลายเป็นประเทศล่าสุดถูกจับตาอย่างใกล้ชิดถึงการระบาดของเชื้อไวรัสอีโบลาหลังพบผู้ติดเชื้อรายใหม่2ราย
ประธานาธิบดีกู๊ดลัค โจนาธาน แห่งไนจีเรีย ประกาศภาวะฉุกเฉินเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา (8 ส.ค.) เพื่อยับยั้งและป้องกันการระบาดของไข้เลือดออกอีโบลาเป็นครั้งแรก พร้อมอนุมัติงบประมาณ 11.6 ล้านดอลลาร์สำหรับใช้ในการนี้ รวมทั้งการเปิดศูนย์แยกรักษาและเพิ่มการคัดกรองตามด่านผ่านแดน
ไนจีเรียเป็นประเทศในภูมิภาคแอฟริกาตะวันตกประเทศที่ 4 ที่เกี่ยวข้องกับการระบาดของไข้อีโบลาครั้งใหญ่สุดในประวัติศาสตร์ที่ทำให้มีผู้ติดเชื้อแล้ว 1,779 คน เสียชีวิต 961 ราย
หนังสือพิมพ์ พันช์ ในไนจีเรีย รายงานว่า พบผู้ติดเชื้ออีโบลารายใหม่ 2 คน และกักผู้ต้องสงสัยดูอาการ 139 คน ทำให้จำนวนผู้ติดเชื้ออีโบลาในประเทศเพิ่มเป็น 9 คน ในจำนวนนี้เสียชีวิตแล้ว 2 คน หนึ่งในนั้นเป็นพยาบาลที่ติดจาก นายแพทริค ซอว์เยอร์ ชาวอเมริกัน-ไลบีเรียที่ทำงานเป็นที่ปรึกษาของรัฐบาลไลบีเรีย และเดินทางโดยเครื่องบินไปยังเมืองลากอส (เมืองใหญ่สุดของไนจีเรีย) เมื่อวันที่ 20 ก.ค.ก่อนเสียชีวิตใน 5 วันหลังจากนั้น
นายทอม สกินเนอร์ โฆษกสำนักงานควบคุมและป้องกันโรค (ซีดีซี) ของสหรัฐ กล่าวว่า รู้สึกวิตกสถานการณ์ในเมืองลากอส และความเป็นไปได้ที่ไข้เลือดออกอีโบลาจะระบาดในประเทศที่มีประชากรมากที่สุดในทวีปแอฟริกา เนื่องจากไนจีเรียไม่เคยเผชิญกับโรคนี้มาก่อน ขณะนี้ ซีดีซี มีทีมงานอยู่ในประเทศที่ได้รับผลกระทบทั้งหมดแล้ว และอีกหลายคนพร้อมจะเดินทางไปยังไนจีเรีย
สถานการณ์ไนจีเรียส่อเลวร้าย
ด้าน นายเคน ไอแซคส์ จากกลุ่มบรรเทาทุกข์คริสเตียน "ซามาริตันส์ เพิร์ซ" ได้กล่าวเตือนไว้ขณะเข้าให้การกับคณะอนุกรรมาธิการสาธารณสุข สภาผู้แทนราษฎรสหรัฐ ตั้งแต่เมื่อวันพฤหัสบดีแล้วว่า สถานการณ์ในไนจีเรียอาจเลวร้ายลงอีก โดยในช่วง 3 สัปดาห์ต่อจากนี้อาจจะไม่มีอะไร แต่หลังจากนั้นอาจได้เห็นการติดเชื้อเพิ่มขึ้นอีกมากในไนจีเรีย เนื่องจากไวรัสอีโบลามีระยะฟักตัว 21 วัน
ขณะเดียวกัน เจ้าหน้าที่แคนาดาได้แยกรักษาผู้ป่วยคนหนึ่งที่โรงพยาบาลแบมพ์ตัน ซีวิค ใกล้นครโตรอนโต หลังมีอาการป่วยคล้ายไข้หวัดใหญ่ ซึ่งใกล้เคียงกับอาการป่วยด้วยไวรัสอีโบลา หลังจากกลับจากไนจีเรีย
เตือนอย่าตื่นตระหนกเกินเหตุ
แม้องค์การอนามัยโลก (ดับเบิลยูเอชโอ) จะประกาศให้การระบาดของโรคอีโบลาเป็นสถานการณ์ฉุกเฉินระดับนานาชาติ แต่นักไวรัสวิทยาหลายคนออกมาเตือนว่า อย่าตื่นตระหนกต่อเรื่องนี้จนเกินเหตุ เพราะอีโบลาเป็นโรคที่ควบคุมได้
ภาพหมอในชุดป้องกัน และพาดหัวข่าวที่เตือนว่าการระบาดของอีโบลาคุมไม่อยู่ ทำให้ความหวาดวิตกเชื้ออีโบลาเวลานี้แพร่ระบาดเร็วและกว้างยิ่งกว่าตัวไวรัสเอง ซึ่งอาจเป็นอุปสรรคความพยายามยับยั้งโรคมากกว่าเป็นผลดี ทั้งนี้การทำความเข้าใจยังเป็นเรื่องที่สำคัญ
นายจอห์น ออกซ์ฟอร์ด นักไวรัสวิทยาจากควีน แมรี คอลเลจ ในกรุงลอนดอน กล่าวว่า ความหวาดกลัวที่มีต่ออีโบลาเกิดขึ้นมากจนเกินเหตุ ถึงขนาดทำให้คนบางกลุ่มออกมาเรียกร้องห้ามผู้ติดเชื้อเข้าประเทศ
"เหตุผลสำคัญอันหนึ่งก็คือภาพลักษณ์ของเชื้อโรคตัวนี้ดูน่ากลัวเวลาที่ผู้ป่วยอาเจียนออกมาเป็นเลือด" นายออกซ์ฟอร์ดอธิบาย
โอกาสระบาดทั่วโลกมีน้อย
ถึงขณะนี้ นักไวรัสวิทยา เชื่อว่า ไวรัสที่เป็นสาเหตุของอีโบลานั้นมีโอกาสแพร่ระบาดไปทั่วโลกเพียงเล็กน้อยเท่านั้น เพราะไวรัสตัวนี้ไม่ได้ติดต่อกันได้ง่ายๆ และแค่ทำความสะอาดด้วยน้ำกับสบู่ เชื้อไวรัสก็จะตายทันที โอกาสติดไวรัสอีโบลาจึงน้อยกว่าไข้หวัดใหญ่ และอัตราการเสียชีวิตน้อยกว่ามาลาเรีย
บรรดาผู้เชี่ยวชาญ เตือนด้วยว่า ความหวาดวิตกเกินเหตุจะยิ่งขัดขวางความพยายามกำจัดอีโบลา และการศึกษาคือกุญแจไขปริศนา
รายงานหลายชิ้นระบุถึงความหวาดวิตกของญาติที่ย้ายผู้ป่วยออกจากโรงพยาบาล ยิ่งทำให้สมาชิกในครอบครัวและคนอื่นๆ เสี่ยงต่อการติดเชื้อไวรัส และชาวบ้านขัดขวางไม่ให้เจ้าหน้าที่สาธารณสุขเข้าพื้นที่ ด้วยสงสัยว่าเจ้าหน้าที่เหล่านี้ทำให้ประชาชนเจ็บป่วย
ความหวาดกลัวยังแพร่ไปยังโลกตะวันตกด้วย เห็นได้จากการที่ นายโดนัลด์ ทรัมพ์ นักธุรกิจคนดังและผู้ทรงอิทธิพลในแวดวงโทรทัศน์สหรัฐ โต้แย้งไม่ให้นายแพทย์อเมริกันที่รักษาผู้ป่วยในแอฟริกาตะวันตกจนตนเองต้องติดเชื้ออีโบลาไปด้วย ได้กลับมารักษาตัวในสหรัฐ
"ประชาชนทั่วไปจำเป็นต้องรู้ว่านี่เป็นโรคติดต่อที่ติดจากคนหนึ่งสู่อีกคนหนึ่ง และต้องเข้าใจว่าสุขอนามัยและการรักษาระยะห่างจะช่วยยับยั้งวงจรการติดต่อ และยุติมันได้ในที่สุด" นายออกซ์ฟอร์ดกล่าว
ด้าน นายมาร์ค สเปรนเจอร์ ผู้อำนวยการศูนย์ป้องกันและควบคุมโรคแห่งยุโรป กล่าวว่า มีความเป็นไปได้ที่ผู้ติดเชื้ออาจเดินทางโดยเครื่องบินหรือเรือโดยไม่ทราบว่าตนเองติดเชื้อ แต่แม้เกิดกรณีเช่นนี้ขึ้น เขาก็คิดว่าอีโบลาไม่น่าจะแพร่ระบาดออกไปได้
"อีโบลาติดต่อจากการสัมผัสโดยตรงกับเลือด สารคัดหลั่ง อวัยวะ ของเหลวจากศพผู้เสียชีวิต จากผู้ป่วยหรือสัตว์ป่วยที่ยังมีชีวิตอยู่เท่านั้น ความเสี่ยงในการติดเชื้ออีโบลาถูกมองว่าอยู่ในระดับต่ำมาก หากปฏิบัติตัวถูกสุขลักษณะ และหลีกเลี่ยงการสัมผัสผู้ป่วยหรือผู้เสียชีวิต"
นายออกซ์ฟอร์ด กล่าวเสริมว่า ในสังคมสมัยใหม่ผู้คนต้องมีเหตุผลเรื่องการติดเชื้อโรค ไม่เช่นนั้นแล้วความตื่นตระหนกจะนำไปสู่พฤติกรรมที่ปราศจากเหตุผล
ทอท.ตั้งจุดตรวจเข้มทุกสนามบิน
ด้านมาตรการรับมือในประเทศไทย นายเมฆินทร์ เพ็ชรพลาย กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ ทอท. กล่าวว่า ทอท. ได้ตรวจสอบกับกระทรวงสาธารณสุขและองค์การอนามัยโลกแล้ว ยังไม่พบว่าประเทศไทยถูกจัดให้เป็นประเทศที่ต้องเฝ้าระวังการระบาดของโรคอีโบลา เพราะเมื่อเปรียบเทียบกับประเทศมาเลเซีย ประเทศไทยยังมีผู้เดินทางจาก 4 ประเทศที่มีการแพร่ระบาดน้อยกว่ามาเลเซีย โดยขณะนี้ได้มอบหมายให้เจ้าหน้าที่รวบรวมข้อมูลการเดินทางเข้าออกของประชาชนจาก 4 ประเทศดังกล่าว เปรียบเทียบระหว่างประเทศไทยกับประเทศเพื่อนบ้านแล้ว
สำหรับ ทอท.มีมาตรการป้องกัน ด้วยการตั้งเคาน์เตอร์ตรวจวัดอุณหภูมิและตรวจใบรับรองไข้เหลืองของผู้ที่เดินทางมาจากทวีปแอฟริกาทั้ง 45 ประเทศ ที่ท่าอากาศยานของ ทอท. ทุกแห่ง ถ้าพบว่าผู้ใดมีไข้หรืออุณหภูมิสูงกว่าปกติ ซึ่งเป็นหนึ่งในอาการที่บ่งชี้ถึงโรคอีโบลา ก็ต้องนำตัวเข้าด่านกักกันของกระทรวงสาธารณสุข
ส่วนผู้ที่เดินทางมาจาก 4 ประเทศที่มีการระบาด ได้แก่ ประเทศกินี ไนจีเรีย เซียร์ราลีโอน และไลบีเรีย จะถูกส่งตัวไปดูอาการที่โรงพยาบาลบำราศนราดูรเป็นเวลา 21 วัน ซึ่งเป็นระยะเวลาฟักตัวของโรค หากไม่พบอาการใดๆ ก็จะติดตามสุขภาพและที่อยู่ในประเทศไทยต่อไป แต่ถ้าพบอาการใดก็จะส่งตัวไปที่ด่านกักกัน
ตามปกติจะมีผู้เดินทางจาก 4 ประเทศดังกล่าวเข้าประเทศไทยราว 20-30 คนต่อสัปดาห์ และพำนักอยู่ในประเทศไทยราว 300-400 คน แต่ช่วงนี้มีจำนวนผู้เดินทางลดลงเหลือ 20 คนต่อสัปดาห์ ล่าสุดวานนี้ (9 ส.ค.) มีผู้พำนักในประเทศไทยจำนวน 402 คน ซึ่งไม่พบว่ามีอาการของโรคอีโบลาแต่อย่างใด





