วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

โปรตุเกสอัดฉีด4พันล.ยูโรอุ้มแบงก์อันดับ3

โปรตุเกสจะอัดฉีดเงินกว่า4,000ล้านยูโร เข้าธนาคารรายใหญ่อันดับ3ของประเทศ พร้อมแยกกิจการ"หนี้ดี-หนี้เสีย"

นายคาร์ลอส คอสตา ผู้ว่าการธนาคารกลางโปรตุเกส ประกาศว่าจะอัดฉีดเงิน 4,400 ล้านยูโรเข้าสู่บองโกเอสปิริโตซานโต (บีอีเอส) ซึ่งเป็นธนาคารรายใหญ่อันดับ 3 ของประเทศ จากนั้นจะแยกกิจการเป็น 2 ส่วนโดยสินทรัพย์เสียจะอยู่ในธนาคารที่ดูแลสินทรัพย์เสีย ส่วนสินทรัพย์ดีก็แยกไปอยู่ในธนาคารใหม่ที่จะใช้ชื่อว่าโนโวบองโก

โนโวบองโกจะอยู่ภายใต้การดูแลของกองทุนแก้ปัญหาที่จัดตั้งโดยบรรดาธนาคารในโปรตุเกส อันเป็นส่วนหนึ่งของเงื่อนไขเพื่อให้ได้เงินช่วยเหลือจากสหภาพยุโรป กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) และธนาคารกลางยุโรปเมื่อปี 2555

การอัดฉีดเงินมีขึ้นหลังจากบีอีเอสรายงานการขาดทุนมากเป็นประวัติการณ์ 3,570 ล้านยูโรช่วงครึ่งปีแรก ทำให้รัฐบาลต้องยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือเพื่อไม่ให้เหตุการณ์ลุกลามไปทั่วเศรษฐกิจที่ยังเปราะบาง รวมถึงลุกลามไปยังประเทศอื่นในยูโรโซน

นายคอสตากล่าวว่า มีความจำเป็นเร่งด่วนในการจัดทำแผนเพื่อรับประกันการคุ้มครองเงินฝาก และเพื่อสร้างความเชื่อมั่นแก่เสถียรภาพของระบบธนาคาร เพราะหากบีอีเอสผิดนัดชำระหนี้จะส่งผลเสียแก่ระบบการเงินของประเทศ

ทั้งนี้ สินทรัพย์เสียของบีอีเอส จะยังอยู่ในความรับผิดชอบของผู้ถือหุ้นปัจจุบัน ซึ่งมีแนวโน้มว่าบรรดาผู้ถือหุ้นจะขาดทุนอย่างหนัก อันเป็นไปตามกฎระเบียบใหม่ของยุโรป ที่กำหนดให้ผู้ถือหุ้นและผู้ถือพันธบัตรต้องร่วมกันรับผิดชอบ ก่อนที่รัฐบาลจะนำเงินของผู้เสียภาษีไปอุ้มเครดิตอกริโกล กลุ่มธนาคารฝรั่งเศส เป็นหนึ่งในผู้ถือหุ้นหลักของบีอีเอส ด้วยจำนวนหุ้น 14.6%

คณะกรรมาธิการยุโรปแถลงในกรุงบรัสเซลส์ว่า การเข้าแทรกแซงของโปรตุเกสเป็นการเคลื่อนไหวที่พอเพียง ในการฟื้นฟูความเชื่อมั่นแก่เสถียรภาพการเงิน และเพื่อให้แน่ใจว่าจะสามารถให้บริการต่อไปได้

นักวิเคราะห์ชี้ว่า การอัดฉีดเงินสดมีเป้าหมายเพื่อยับยั้งผู้คน จากการแห่ไปถอนเงินจากธนาคาร และเพื่อรับรองกับบรรดาผู้ฝากว่าเงินของพวกเขาปลอดภัย

บีอีเอสเคยเผชิญความวุ่นวายมาครั้งหนึ่งในเดือนที่แล้ว เมื่อมีข้อสงสัยว่าบริษัทโฮลดิงของธนาคารปกปิดการขาดทุนในบัญชี จากนั้นผู้บริหารของธนาคารก็ถูกบีบให้ลาออกก่อนถูกจับกุมเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว เพราะพัวพันกับข้อกล่าวหาฟอกเงิน

ความวิตกว่าธนาคารจะล้มอาจก่อให้เกิดผลพวงร้ายแรงสำหรับโปรตุเกส ซึ่งเพิ่งพ้นโครงการช่วยเหลือของไอเอ็มเอฟมูลค่า 77,000 ล้านยูโรเมื่อเดือนพ.ค. และสร้างวิตกแก่ตลาดโลกอีกครั้งเกี่ยวกับปัญหาหนี้ยูโรโซน

เหตุการณ์ครั้งนี้เป็นบททดสอบบทแรกสำหรับกฎระเบียบใหม่ ก่อนการรวมตัวเป็นสหภาพธนาคารในปี 2559 โดยธนาคารทุกแห่งจะต้องอยู่ภายใต้การดูแลของธนาคารกลางยุโรป เพื่อป้องกันการนำเงินภาษีของประชาชนไปอุ้มยามเกิดปัญหา