"นาจิบ"ลั่นไม่หยุดค้นหาเครื่องบินเอ็มเอช370 เผยสหรัฐใช้งบกว่า 3.3 ล้านดอลล์แล้ว พร้อมมีแผนของบเพิ่ม
ปกหลัง / บินมาเลย์
พลเอกสตีฟ วอร์เรน โฆษกกระทรวงกลาโหมสหรัฐ กล่าวว่า ที่ผ่านมากองทัพสหรัฐใช้งบมากกว่า 3.3 ล้านดอลลาร์ในการค้นหาเที่ยวบินเอ็มเอช 370 ของสายการบินมาเลเซียแอร์ไลน์ส และมีแผนเพิ่มงบเป็นเท่าตัวจากเดิม 4 ล้านดอลลาร์สำหรับการออกค้นหา
พลเอกวอร์เรน กล่าวว่า กระทรวงกลาโหมใช้เงินไป 3.2 ล้านดอลลาร์ตั้งแต่วันที่ 8-24 มี.ค. สำหรับการออกค้นหาเครื่องบินโบอิงรุ่น 777-200 อีอาร์ ซึ่งสูญหายไปกว่า 3 สัปดาห์ระหว่างบินจากกรุงกัวลาลัมเปอร์ไปปักกิ่ง โดยเงินจำนวนดังกล่าวเป็นค่าใช้จ่ายสำหรับเรือ เฮลิคอปเตอร์ และเครื่องบิน
เงินจำนวนดังกล่าวมาจากงบประมาณจำนวน 4 ล้านดอลลาร์ ที่นายชัค เฮเกล รัฐมนตรีกระทรวงกลาโหม อนุมัติให้นำเงินจากกองทุนช่วยเหลือพลเมืองและลดภัยพิบัติด้านมนุษยธรรมของกระทรวงกลาโหม มาใช้ก่อน
เมื่อการค้นหาเปลี่ยนไปเน้นที่บริเวณตอนใต้ของมหาสมุทธอินเดีย การมีส่วนร่วมในการค้นหาของกระทรวงกลาโหมได้เน้นที่การใช้เครื่องบินตรวจการณ์พี - 8 ของกองทัพเรือ บินลาดตระเวณขึ้นจากเมืองเพิร์ธของออสเตรเลีย ดังนั้น การให้เงินอุดหนุนจึงเน้นไปที่งบสำหรับปฏิบัติการและซ่อมบำรุงของกองทัพเรือ โดยตั้งแต่วันที่ 25-31 มี.ค. กองทัพเรือใช้งบไปทั้งสิ้น 148,300 ดอลลาร์ สำหรับการนำเครื่องพี 8 ไปร่วมในภารกิจค้นหาทางทะเล
นอกจากนั้น กระทรวงกลาโหมยังตอบรับข้อเรียกร้องของมาเลเซียให้ส่งอุปกรณ์ค้นหาใต้ทะเล ด้วยการส่งเครื่องหาตำแหน่งกล่องดำไปพร้อมกับพาหนะเคลื่อนที่ใต้น้ำ "บลูฟิน-21" เครื่องมือทั้งสองนี้ใช้สำหรับค้นหาเสียงสัญญาณจากกล่องบันทึกข้อมูลของเครื่องบิน
พลเอกวอร์เรน กล่าวว่า ยังไม่มีการระบุว่าจะจำกัดงบประมาณสนับสนุนการใช้เครื่องบินพี-8 จำนวนเท่าไร แต่กระทรวงกลาโหมตั้งงบเบื้องต้นไว้ประมาณ 3.6 ล้านดอลลาร์สำหรับอุปกรณ์ค้นหาใต้ทะเล ซึ่งขณะนี้อยู่ในระหว่างเดินทางไปยังพื้นที่ค้นหา
"นี่เป็นเพียงงบที่ประเมินไว้เท่านั้น แต่ยังบอกไม่ได้ว่าจะมีค่าใช้จ่ายจริงเท่าไร" โฆษกกระทรวงกลาโหมอธิบาย
ทั้งนี้ มีการส่งเครื่องบินร่วม10 ลำและเรืออีก 9 ลำ จาก 6 ประเทศ ไปค้นหาในมหาสมุทรอินเดีย โดยจุดที่มีการค้นหาซึ่งเชื่อว่าเป็นจุดที่เครื่องบินตกนั้น มีขนาดเทียบเท่าเกาะอังกฤษ
ทางการไม่ได้ตัดทิ้งปัญหาทางเทคนิค ว่าอาจเป็นสาเหตุที่ทำให้เครื่องบินสูญหาย แต่หลักฐานทุกชิ้นชี้ว่าเครื่องบินลำดังกล่าวจงใจออกนอกเส้นทาง
นายกฯมาเลย์ไม่ถอดใจ
นายกรัฐมนตรีนาจิบ ราซักของมาเลเซีย เดินทางไปยังฐานทัพในเมืองเพิร์ธ ที่ถูกใช้เป็นศูนย์กลางการค้นหาเครื่องบินของสายการบินมาเลเซียแอร์ไลน์สกับผู้โดยสารและลูกเรือ 239 ชีวิต พร้อมรับปากว่าจะดำเนินการค้นหาต่อไปอย่างไม่ยอมหยุดตามที่สัญญาไว้
"เราต้องการหาคำตอบ เราอยากจะให้ความสบายใจแก่ครอบครัวของผู้โดยสาร เราจะไม่หยุดค้นหาจนกว่าจะได้คำตอบที่แท้จริง" นายนาจิบให้คำมั่นพร้อมขอบคุณ 8 ประเทศที่ร่วมค้นหา
แม้มีการค้นหาในวงกว้าง แต่จนถึงขณะนี้ยังไม่พบเศษซากเครื่องบิน นายนาจิบยอมรับว่าการค้นหาเครื่องบินเป็นภาระกิจที่ยิ่งใหญ่ แต่มั่นใจว่าปริศนานี้จะได้รับการคลี่คลาย
"ผมมั่นใจมากว่าด้วยความเป็นมืออาชีพในระดับนี้ เราจะสามารถปิดฉากโศกนาฏกรรมนี้ลงได้ในเวลาที่เหมาะสม" ผู้นำมาเลเซียระบุ
วิธีที่มาเลเซียรับมือเหตุการณ์นี้ เรียกเสียงวิจารณ์ในวงกว้าง ตรงข้ามกับออสเตรเลียที่ระดมกำลังมาช่วยค้นหาและได้รับมอบหมายความรับผิดชอบมากขึ้น ทั้งยังเรียกเสียงชมเชยได้ ทั้งนี้ ออสเตรเลียมีประสบการณ์มากกว่ามาเลเซียในปฏิบัติการกู้ภัย เพราะต้องสังเกตและติดตามพื้นที่ขนาดใหญ่ในมหาสมุทร แต่นายกรัฐมนตรีโทนี แอบบอตต์ กล่าวว่าการค้นหาครั้งนี้เป็นงานยากที่สุด
"เราต้องทำงานโดยอาศัยข้อมูลเล็กๆ น้อยๆ และนำมาปะติดปะต่อกัน แต่เราก็มีความมั่นใจมากขึ้นในทุกวันว่าเกิดอะไรขึ้นกับเที่ยวบินนี้ การค้นหานี้เป็นการค้นหาที่ยากลำบากมาก เรียกว่ายากลำบากที่สุดในประวัติศาสตร์มนุษยชาติ แต่ออสเตรเลียกำลังพยายามอย่างถึงที่สุด" ผู้นำออสเตรเลียกล่าว
ตร.ระบุผู้โดยสารไม่น่าสงสัย
นายคาลิด อาบู บาการ์ ผู้บัญชาการตำรวจมาเลเซีย ขอเวลาตำรวจในการทำงานมากกว่านี้เพื่อหาสาเหตุว่าเกิดอะไรขึ้นกับเที่ยวบิน โดยสำนักข่าวเบอร์นามารายงานว่านายคาลิดกล่าวว่าผู้โดยสารทุกคนถูกตัดออกจากรายชื่อผู้ต้องสงสัย
ขณะนี้ตำรวจกำลังตรวจสอบภูมิหลังของลูกเรือ 12 คน รวมถึงพนักงานภาคพื้นดิน และวิศวกรเที่ยวบิน เพื่อดูว่ามีเบาะแสอันอาจนำไปสู่การจี้เครื่องบินหรือการก่อวินาศกรรมหรือไม่
อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่ยังไม่แน่ใจว่าเครื่องบินหายไปได้อย่างไรและด้วยเหตุผลใด พร้อมเตือนว่าหากค้นหากล่องดำไม่พบ อาจไม่มีวันไขปริศนาได้





