ระดับหนี้สินครัวเรือนของมาเลเซียพุ่งขึ้นสู่ระดับสูงเป็นประวัติการณ์ 86.8% ของจีดีพีเมื่อปลายปี56 ผลจากเงินกู้ด้านอสังหาริมทรัพย์และยานพาหนะ
นายเซติ อักตาร์ อาซิส ผู้ว่าการธนาคารเนการ่าซึ่งเป็นธนาคารกลางของมาเลเซียแถลงว่า คาดว่าสัดส่วนหนี้สินครัวเรือนต่อจีดีพี จะยังสูงขึ้นในช่วง 2-3 ปีข้างหน้า เพราะความต้องการสินเชื่อมีแนวโน้มจะแข็งแกร่ง โดยเฉพาะจากแรงงานหนุ่มสาวและกลุ่มผู้มีฐานะดีตามในเมือง
รายงานของธนาคารกลางระบุว่าหนี้ครัวเรือนในประเทศเพิ่มขึ้น 12.7% เมื่อปีที่แล้ว เป็น 86.8% ของจีดีพีในช่วงปลายปีที่แล้ว เทียบกับสินทรัพย์ครัวเรือนโดยรวมที่เติบโต 10.4% เป็น 321.6% ของจีดีพีเมื่อปลายปีที่แล้ว
ธนาคารกลางระบุว่า เหตุที่เป็นเช่นนี้เพราะรายได้ครัวเรือนที่เพิ่มขึ้น ซึ่งทำให้มีการสะสมสินทรัพย์ทั้งในรูปของการออมและการกู้ยืม อย่างไรก็ตาม นายเซติเชื่อว่าความเสี่ยงต่อเสถียรภาพการเงินที่มีต่อการกู้ยืมภาคครัวเรือนยังอยู่ในการควบคุม อีกทั้งเงินกู้ครัวเรือนที่ปล่อยจากระบบธนาคารมีคุณภาพดีขึ้น เพราะวิธีการบริหารด้านการปล่อยกู้และการบริหารความเสี่ยงที่ดีขึ้นของภาคธนาคาร
หน้าที่หนึ่งของธนาคารกลางคือการดูแลให้แน่ใจว่าครัวเรือนไม่กู้ยืมเกินกำลัง และจะติดตามการปล่อยกู้ให้แก่ครัวเรือนรายได้ต่ำอย่างใกล้ชิด
ทั้งนี้ ธนาคารกลางจะเดินหน้าจับตาการปล่อยกู้ให้แก่ครัวเรือนรายได้ต่ำ พร้อมชี้ว่าครอบครัวที่มีรายได้ต่ำกว่า 3,000 ริงกิตต่อเดือน เสี่ยงที่จะเผชิญภาวะรายได้ขาดมือ
ขณะเดียวกัน ธนาคารกลางกล่าวว่าเป็นนโยบายอันดับต้น ๆ ที่จะดูแลให้แน่ใจว่าราคาสินทรัพย์ในประเทศ สะท้อนปัจจัยพื้นฐานทางเศรษฐกิจ เพราะหากราคาสินทรัพย์ปรับตัวอย่างรวดเร็ว ก็อาจส่งผลกระทบแง่ลบต่อเสถียรภาพของเศรษฐกิจมหภาคและเสถียรภาพทางการเงิน
ธนาคารกลางระบุว่า การเคลื่อนไหวของราคาสินทรัพย์มีผลกระทบที่สำคัญต่อการใช้จ่ายครัวเรือน เช่น ราคาสินทรัพย์ที่ปรับตัวลงในระยะหลังมีแนวโน้มจะทำให้ฐานะของครัวเรือนลดลง ซึ่งอาจทำให้ครอบครัวต่างๆ ต้องลดการใช้จ่าย ดังนั้น นโยบายจึงต้องเน้นที่ความยั่งยืนของราคาสินทรัพย์และผลกระทบที่จะมีต่อสภาพเศรษฐกิจ





