บริษัทญี่ปุ่นลุ้นนักลงทุนจะอ้าแขนรับหุ้นไอพีโอของบริษัทยักษ์ใหญ่ 2 แห่งเข้าสู่ตลาดหลักทรัพย์ หวั่นผลกระทบจากการขึ้นภาษีการขาย
บริษัทญี่ปุ่นต่างลุ้นว่า นักลงทุนจะอ้าแขนรับหุ้นไอพีโอของบริษัทยักษ์ใหญ่ 2 แห่งที่กำลังจะเข้าสู่ตลาดหลักทรัพย์หรือไม่ หวั่นผลกระทบจากการขึ้นภาษีการขาย และการปรับตัวลงของนิกเคอิฉุดให้บรรยากาศการซื้อขายซบเซา
บริษัทเจแปน ดิสเพลย์ ผู้ผลิตจอสมาร์ทโฟนและแท็บเล็ตรายใหญ่สุดของโลก ได้ประกาศขายหุ้นต่อสาธารณชนเป็นครั้งแรกหรือ "ไอพีโอ" ในตลาดหลักทรัพย์โตเกียว เมื่อวันพุธที่ผ่านมา ขณะที่บริษัทเซบุ โฮลดิงส์ ผู้ประกอบการโรงแรมและรถไฟยักษ์ใหญ่ ก็เตรียมจะทำไอพีโอในเดือนหน้า แต่บรรดานักวิเคราะห์กลับมองว่าทั้งคู่อาจจะเผชิญกับความยากลำบากเพราะนักลงทุนกังวลเรื่องหนี้ที่ขยายตัว เศรษฐกิจในจีนชะลอตัว ตลอดจนการขึ้นภาษีการขายสินค้า และบริการของรัฐบาลปลาดิบ เลยอาจจะไม่สนใจซื้อก็เป็นได้
ในปีนี้ ดัชนีหุ้นนิกเคอิปรับตัวลงถึง 11% ท่ามกลางปริมาณการค้าที่ต่ำ จนติดกลุ่มดัชนีตลาดประเทศพัฒนาแล้วที่มีผลประกอบการแย่ที่สุดในโลกแห่งหนึ่งเลยทีเดียว และก็เคยมีตัวอย่างหุ้นไอพีโอที่ไปได้ไม่สวยมาแล้ว นั่นคือ ฮิตาชิ แม็กเซล ที่ทำไอพีโอในวันอังคาร แล้วราคาหุ้นต่ำกว่าราคาไอพีโอถึง 5%
เรื่องดังกล่าวส่งผลให้ เจแปน ดิสเพลย์ ตัดสินใจกำหนดราคาเสนอขายหุ้นไอพีโอในกรอบต่ำสุด แถมยังลดจำนวนหุ้นที่กันไว้ให้นักลงทุนต่างชาติลง โดยกระจายหุ้นส่วนใหญ่ให้กับนักลงทุนรายย่อยเพราะความต้องการของนักลงทุนสถาบันนั้นอ่อนแอลง
อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญบางรายอย่างนายโยชิฮิโระ โอคุมุระ ผู้จัดการใหญ่ของบริษัทชิบะจิน แอสเส็ท แมเนจเมนท์ มองว่ายังมีกำลังซื้อซ่อนอยู่ ขึ้นอยู่กับคุณภาพของหุ้นที่นำออกขาย และน่าจะมีแรงสนับสนุนให้มีการทำไอพีโอได้ถึง 70-80 รายในปีนี้
ทั้งนี้ ถึงแม้ว่านิกเคอิจะปรับตัวลง แต่ถ้านำไปเทียบกับการปรับตัวขึ้นแล้วถือว่าไม่ร้ายแรงเลย เพราะยังถือว่าสูงกว่าเดือนพฤศจิกายนปี 2555 อยู่ถึง 53% และปรับตัวขึ้น 17% ในช่วง 12 เดือนที่ผ่านมา
นายฮิโรชิ โยชิฮาระ กรรมการผู้จัดการแผนกไอพีโอของบริษัทโนมูระ ซิเคียวริตีส์ โบรกเกอร์รายใหญ่สุดของญี่ปุ่น กล่าวว่า มูลค่าหุ้นญี่ปุ่นที่เพิ่มขึ้นเกือบ 2 เท่าในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา ทำให้นักลงทุนได้รับผลตอบแทนสูง และนำเงินส่วนนั้นมาลงทุน ทั้งยังคาดการณ์ด้วยว่าจำนวนบริษัทที่เข้ามาจดทะเบียนในปีนี้จะสูงถึง 80 ราย ปรับขึ้นเยอะมากจาก 58 แห่งเมื่อปีที่แล้ว ส่วนมูลค่าการทำไอพีโอจะแตะ 1 ล้านล้านเยน มากกว่าปีก่อนหน้ากว่า 2 เท่า
อย่างไรก็ตาม ยังมีนักลงทุนบางส่วนจับตารอดูอย่างใกล้ชิดถึงผลกระทบจากการที่รัฐบาลญี่ปุ่นขึ้นภาษีการขายสินค้าและบริการจาก 5% เป็น 8% โดยจะมีผลบังคับใช้ในเดือนเมษายนนี้
นายยูกะ อูเอฮาระ หัวหน้าฝ่ายตลาดทุนของเมอร์ริลลินช์ เจแปน ซีเคียวริตีส์ กล่าวว่า สิ่งที่นักลงทุนแคร์มากที่สุดคือผลกระทบจากการขึ้นภาษีว่าจะทำให้การบริโภค และเศรษฐกิจของประเทศซบเซาลงหรือไม่





