สหรัฐและสหภาพยุโรป คว่ำบาตรเป็นรายบุคคลต่อเจ้าหน้าของรัสเซีย และไครเมียที่เกี่ยวข้องกับการยึดสาธารณรัฐปกครองตนเองไครเมียมาจากยูเครน
ความเคลื่อนไหวดังกล่าว เพิ่มความขัดแย้งครั้งรุนแรงที่สุดระหว่างประเทศตะวันออกกับตะวันตก นับตั้งแต่สิ้นสุดยุคสงครามเย็น หลังจากที่มีการลงประชามติในไครเมีย เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา ซึ่งผลปรากฎว่า ชาวไครเมีย 97% ต้องการแยกตัวไปอยู่กับรัสเซีย
ไม่กี่ชั่วโมงหลังจากนั้น รัฐสภาไครเมีย ได้ร้องขอต่อรัสเซียอย่างเป็นทางการ ให้ยอมรับสาธารณรัฐปกครองตนเองไครเมีย เป็นส่วนหนึ่งของรัสเซีย โดยให้คงสถานะสาธารณรัฐเอาไว้ และนายปูตินก็ได้ลงนามรับรองเอกราช และอธิปไตยของไครเมียระหว่างการประชุมร่วมรัฐสภารัสเซียในวันนี้
ขณะที่ประธานาธิบดีบารัก โอบามา ของสหรัฐ ออกมาตรการคว่ำบาตรต่อเจ้าหน้าที่รัสเซียและยูเครน 11 คน ที่มีส่วนเกี่ยวข้องในการยึดไครเมีย รวมถึงอดีตประธานาธิบดีของยูเครน ที่ถูกโค่นอำนาจ "นายวิคเตอร์ ยานูโควิช" และสองผู้ช่วยคนสนิทของนายปูตินอย่าง "นายวลาดิสลาฟ เซอร์คอฟ" และ "นายเซอร์เก กลาซเยฟ" พร้อมทั้งเตือนรัสเซียว่า หากยังไม่หยุดการแทรกแซงยูเครน สหรัฐและอียู จะเพิ่มความเข้มข้นในมาตรการคว่ำบาตรให้หนักหน่วงยิ่งขึ้น
ด้านบรรดารัฐมนตรีต่างประเทศของอียู มีมติห้ามการเดินทางและยึดทรัพย์เป็นรายบุคคลต่อเจ้าหน้าที่รัสเซียและยูเครน 21 คน ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ดังกล่าวในไครเมีย
นายกรัฐมนตรีแองเกลา แมร์เคิล ของเยอรมนีกล่าวว่า สถานการณ์ที่เกิดขึ้นในไครเมีย บีบบังคับให้อียูต้องใช้มาตรการลงโทษ และขู่ว่าจะเพิ่มมาตรการลงโทษเพิ่มอีก หากรัสเซียไม่ดำเนินการคลี่คลายวิกฤติครั้งนี้





