วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

บินมาเลย์ส่อถูกจี้เปลี่ยนเส้นทาง ผ่านไทยไป'คาซัค-เติร์ก'

พยานหลักฐานบ่งชี้ "เอ็มเอช 370" เจตนาปิดสื่อสาร-ระบบติดตามบนเครื่อง ก่อนหันหัวกลับ บินต่ออีกหลายชั่วโมง อาจผ่านไทยไป'คาซัค-เติร์ก'

นายกฯมาเลย์ ระบุ พยานหลักฐานบ่งชี้ "เอ็มเอช 370" เจตนาปิดการสื่อสาร-ระบบติดตามบนเครื่อง ก่อนหันหัวกลับแล้วบินต่อไปอีกหลายชั่วโมงหลังสัญญาณขาดหาย อ้างข้อมูลดาวเทียมชี้ความเป็นไปได้ 2 เส้นทาง บินผ่านทางเหนือของไทยไปคาซัคสถานและเติร์กเมนิสถาน กับมุ่งลงใต้จากอินโดนีเซียไปยังมหาสมุทรอินเดีย สั่งเลิกค้นหาในทะเลจีนใต้ ขณะที่เจ้าหน้าที่สืบสวนเสือเหลืองปักใจเครื่องบินถูกจี้บังคับให้เปลี่ยนเส้นทางโดยกลุ่มบุคคลที่ช่ำชองการบิน

นายนาจิบ ราซัค นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย แถลงวานนี้ (15 มี.ค.) ว่า ไม่สามารถยืนยันจุดที่เครื่องบินของสายการบินมาเลเซีย แอร์ไลน์ส เที่ยวบินที่ เอ็มเอช 370 อยู่ในปัจจุบันได้ หลังหายสาบสูญไปตั้งแต่วันที่ 8 มี.ค. โดยเรื่องที่เกิดขึ้นถือเป็นเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิด

ผู้นำมาเลเซีย กล่าวว่า ได้ข้อมูลล่าสุดที่มีความแน่นอนในระดับสูงว่า การสื่อสารของเครื่องบินที่หายไปเมื่อ 1 สัปดาห์ก่อน ถูกทำให้ใช้การไม่ได้ ก่อนที่เครื่องบินจะไปถึงชายฝั่งทางตะวันออกของมาเลเซีย และการเบี่ยงออกนอกเส้นทางของเครื่องบินก็สอดคล้องกับการกระทำโดยเจตนาของใครบางคนบนเครื่องบิน

ครั้งนี้นับเป็นการแถลงครั้งที่ 2 ต่อสาธารณชน นับตั้งแต่เครื่องบินหายไปเมื่อวันที่ 8 มี.ค. ซึ่ง นายราซัค บอกว่า เจ้าหน้าที่สืบสวนกำลังตรวจสอบความเป็นไปได้ทุกอย่างที่ทำให้เครื่องบินหายไป และหวังว่าข้อมูลล่าสุดจะนำไปสู่การไขปริศนาครั้งนี้

เขาบอกด้วยว่า ต้องเอาความมั่นคงของชาติไปไว้ในลำดับสอง เพื่อการค้นหาเครื่องบิน และนี่เป็นสถานการณ์ที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน การกระทำทุกขั้นตอนอยู่บนพื้นฐานของข้อมูลที่ผ่านการตรวจสอบแล้ว และได้ดำเนินการติดตามทุกอย่างที่เชื่อถือได้ ซึ่งบางครั้งก็คว้าน้ำเหลวเช่นกัน

เผย 2 เส้นทางเอ็มเอช 370 บินต่อ

นายราซัค บอกว่า อาศัยข้อมูลล่าสุดจากทางการมาเลเซียและหุ้นส่วนนานาชาติ การสื่อสารผ่านดาวเทียมครั้งสุดท้าย ได้นำไปสู่ 2 เส้นทางที่เป็นไปได้ โดยเส้นทางแรกอยู่ทางเหนือที่มีขอบเขตจากทางเหนือของประเทศไทย ไปยังคาซัคสถานและเติร์กเมนิสถาน ส่วนเส้นทางที่สองอยู่ทางใต้ ที่มีขอบเขตจากอินโดนีเซียไปยังมหาสมุทรอินเดีย

นอกจากนี้ ทางการยังได้หันไปตรวจสอบภูมิหลังของลูกเรือและผู้โดยสารบนเครื่องบิน และแม้สื่อมวลชนจะรายงานว่าเครื่องบินถูกจี้ แต่เขาก็หวังว่าจะได้ข้อมูลที่ชัดเจนจากการสืบสวนทุกอย่างที่เป็นไปได้ว่าอะไรคือสาเหตุที่ทำให้เครื่องบินเบี่ยงออกจากเส้นทางเดิม

นายราซัค บอกอีกว่า การสอบสวนตอนนี้เข้าสู่ขั้นตอนใหม่ โดยมุ่งเน้นไปที่ลูกเรือและผู้โดยสาร และตอนนี้มาเลเซียได้ยกเลิกการค้นหาในทะเลจีนใต้แล้ว

ทางด้านญาติของผู้โดยสารชาวจีนที่ฟังการแถลงข่าวที่โรงแรมลิโด ในกรุงปักกิ่ง กล่าวภายหลังรับฟังผู้นำมาเลเซียแถลงว่า ไม่ได้ช่วยให้รู้สึกกระจ่าง และยิ่งรู้สึกกระวนกระวายใจหนักกว่าเดิม

จนท.มาเลย์เชื่อเครื่องบินโดนจี้

ทางด้านเจ้าหน้าที่สืบสวนของมาเลเซียต่างเชื่อว่า เครื่องบินโดยสารโบอิง 777-200 อีอาร์ เที่ยวบินที่เอ็มเอช 370 พร้อมผู้โดยสาร 239 คนที่หายไปอย่างไร้ร่องรอย ได้ถูกจี้บังคับโดยบุคคลหรือกลุ่มคน ขณะบินอยู่บนความสูง 35,000 ฟุต โดยอาศัยประสบการณ์ที่ช่ำชองทางการบิน และดูเหมือนจะศึกษาวิธีหลบหลีกเรดาร์พลเรือนมาเป็นอย่างดี

ทีมเจ้าหน้าที่สืบสวนปักใจเชื่อแล้วว่า เครื่องบินที่หายไปได้ถูกจี้บังคับโดยบุคคลหรือกลุ่มคนที่ปิดระบบสื่อสาร และบังคับเครื่องบินให้เบี่ยงออกนอกเส้นทาง ทั้งยังบังคับเครื่องบินให้บินต่อไปอีกหลายชั่วโมงด้วย

จากข้อมูลที่ได้จากเรดาร์ของทหาร บ่งชี้ว่า เครื่องบินได้ถูกบังคับให้มุ่งหน้าไปทางมหาสมุทรอินเดีย ขณะเดียวกัน เจ้าหน้าที่สืบสวนกำลังอยู่ระหว่างการหาเหตุจูงใจ และจุดหมายปลายทางที่เครื่องบินถูกจี้บังคับไป รวมถึงการขยายพื้นที่การค้นหาที่พุ่งตรงไปยังมหาสมุทรอินเดีย โดยระบุว่า เครื่องบินอาจบินต่อไปอีก 5 ชั่วโมง หลังจากมีรายงานว่าหายไป

แต่เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องกับการสืบสวนคนหนึ่ง บอกว่า ยังไม่ได้ตั้งข้อสันนิษฐานเกี่ยวกับมูลเหตุจูงใจ และยังไม่ทราบแน่ชัดว่าเครื่องบินถูกนำไปที่ใด โดยเครื่องบินมีเชื้อเพลิงเพียงพอที่จะบินไปอีกอย่างน้อย 5 ชั่วโมง หลังปรากฏในเรดาร์ครั้งสุดท้ายที่เป็นไปได้ว่าจะไปทางใต้ หรือตะวันออกเฉียงใต้ก็ได้

ขณะที่แหล่งข่าวของทางการสหรัฐ เผยว่า มาเลเซียได้ขอข้อมูลเรดาร์จากไทย อินโดนีเซีย และอินเดีย โดยในส่วนของไทยนั้น มีรายงานว่า เครื่องบินได้บินเข้าใกล้เกาะภูเก็ต และผ่านอ่าวไทย และว่าในขณะนี้ เรือพิฆาต ยูเอสเอส คิดด์ ของสหรัฐ กำลังมุ่งหน้าสู่ช่องแคบมะละกาตามข้อเรียกร้องของมาเลเซีย เพื่อปฏิบัติการค้นหาบริเวณทางใต้ของอ่าวไทย ร่วมกับเรือพิฆาตยูเอสเอส พิงค์นีย์

ยังไร้ร่องรอย"เวียดนาม-ไทย"เลิกหา

เรือของกองทัพเรืออินเดีย พร้อมด้วยเครื่องบินและเฮลิคอปเตอร์ลาดตระเวนทั่วทะเลอันดามันเป็นวันที่ 3 เมื่อวานนี้ เพื่อค้นหาเครื่องบินที่สูญหายไป แต่ยังไม่พบร่องรอยใดๆ

เจ้าหน้าที่ระดับสูงของหน่วยยามฝั่งอินเดียรายงานว่า ทางการได้ขยายการค้นหาไปทางตะวันตกจนถึงอ่าวเบงกอล โดยได้ส่งเรือ เรือลาดตระเวน เครื่องบินลาดตระเวน และเฮลิคอปเตอร์เกือบ 10 ลำไปช่วยในการค้นหา แต่จนถึงขณะนี้เจ้าหน้าที่ยังไม่พบร่องรอยใดๆ ของเครื่องบินที่สูญหายไป

ด้านกระทรวงกลาโหมอินเดียแถลงว่า เจ้าหน้าที่ทางการมาเลเซียได้เสนอแนะต่ออินเดียว่า ให้เริ่มการค้นหาในพื้นที่ใหม่ 9,000 ตารางกิโลเมตรตามแนวชายฝั่งเมืองเจนไน ในอ่าวเบงกอล

ขณะที่กองทัพเรือเวียดนามที่ร่วมค้นหาก็ได้ยุติปฏิบัติการและเดินทางกลับสู่ฐานที่ตั้งทันที หลังการแถลงข่าวของผู้นำมาเลเซียที่ระบุว่า ได้ยุติปฏิบัติการค้นหาในทะเลจีนใต้แล้ว เช่นเดียวกับไทย พล.ร.อ.ณรงค์ พิพัฒนาศัย ผู้บัญชาการทหารเรือ สั่งการให้เรือของกองทัพเรือไทยหยุดภารกิจปฏิบัติการค้นหาเครื่องบินลำนี้แล้ว แต่ยังคงเตรียมพร้อมจนกว่ารัฐบาลมาเลเซียจะขอความช่วยเหลืออีกครั้ง

ปัจจุบัน มี 14 ประเทศที่ส่งเรือ 43 ลำ และเครื่องบิน 58 ลำร่วมปฏิบัติการค้นหา

จีนขอข้อมูลอย่างละเอียด

วันเดียวกันนี้ กระทรวงการต่างประเทศจีน ออกแถลงการณ์เรียกร้องให้มาเลเซียจัดหาข้อมูลอย่างละเอียดและถูกต้องเกี่ยวกับเที่ยวบินที่หายไป หลังนายกรัฐมนตรีมาเลเซีย ยืนยันว่า เครื่องบินอาจจงใจเปลี่ยนเส้นทางบิน

กระทรวงการต่างประเทศจีน ระบุว่า ให้ความสนใจอย่างใกล้ชิดต่อรายงานข่าวดังกล่าว ทั้งยังได้มีการส่งคณะทำงานด้านเทคนิคเข้าไปช่วยมาเลเซียตรวจสอบเรื่องนี้ และยังได้มีการติดต่อกับประเทศ และองค์กรต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง เพื่อทำความเข้าใจ ศึกษา และตัดสินใจว่าเกิดอะไรขึ้นกับเครื่องบินลำนี้

กระทรวงได้ย้ำถึงความต้องการที่จะให้มาเลเซียเพิ่มระดับการค้นหา และเรียกร้องให้มีประเทศจำนวนมากขึ้นเข้าร่วมในความพยายามครั้งนี้ด้วย

ทางด้านกระทรวงกลาโหมจีน ระบุว่า เรือรบจีน 2 ลำที่ปฏิบัติภารกิจค้นหาอยู่ในอ่าวไทย ได้เดินทางต่อไปยังช่องแคบมะละกา ซึ่งถือเป็นหนึ่งในเส้นทางเดินเรือที่คับคั่งมากสุดแห่งหนึ่งของโลก