วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

อียู-สหรัฐเปิดเจรจาการค้ารอบ4

สหรัฐ และสหภาพยุโรป หรืออียู เปิดเจรจาการค้า ที่จะนำไปสู่การทำข้อตกลงการค้าเสรีขนาดใหญ่สุดของโลก เป็นครั้งที่ 4

การที่เศรษฐกิจในเขตยูโร เพิ่งจะหลุดพ้นจากภาวะเศรษฐกิจถดถอยที่ยืดเยื้อมานาน 2 ปี รัฐบาลอียูจึงมองว่า การบรรลุข้อตกลงกับสหรัฐได้นั้น จะเป็นหนทางที่ดีที่สุดในการสร้างงานให้เกิดขึ้นภายในภูมิภาค

คู่เจรจา ระบุว่า หาก 2 ฝ่ายเห็นพ้องในการเจรจา จะเกิดข้อตกลงที่มีมูลค่าเกือบครึ่งหนึ่งของเศรษฐกิจโลก และอาจทำให้เกิดผลผลิตทางเศรษฐกิจเพิ่มขึ้น คิดเป็นมูลค่าเกือบ 100,000 ล้านดอลลาร์ สำหรับทั้ง 2 ฝ่าย

ปัจจุบัน สหรัฐ และอียู ต่างมีปริมาณการค้า ทั้งสินค้า และบริการระหว่างกัน คิดเป็นมูลค่าเกือบ 3,000 ล้านดอลลาร์ต่อวัน ซึ่งการกระชับสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจให้แน่นแฟ้นขึ้น อาจสร้างตลาดใหม่สำหรับประชากร 800 ล้านคน และเป็นตลาดที่สามารถดำเนินธุรกิจได้อย่างเสรี

อย่างไรก็ดี หัวหน้าคณะเจรจาการค้าอียู "นายคาเรล เดอ กุชท์" ระบุว่า นอกจากแวดวงธุรกิจแล้ว ประชาชนทั่วไปแทบจะไม่รู้อะไรเกี่ยวกับข้อเสนอการเป็นพันธมิตรด้านการลงทุน และการค้าข้ามแอตแลนติก หรือ ที-ทีไอพีเลย พร้อมเตือนว่า การได้รับเสียงสนับสนุนจากสาธารณชนถือเป็นสิ่งสำคัญอย่างมาก เพราะหากคณะเจรจาสามารถบรรลุข้อตกลงได้ รัฐสภายุโรป และสภาคองเกรส สหรัฐ ต่างต้องลงาสัตยาบันอนุมัติข้อตกลงนี้

ที่ผ่านมา สมาชิกสภานิติบัญญัติอียู ต่างแสดงจุดยืนว่า ต้องการที่จะปฏิเสธข้อตกลงต่างๆ ที่พวกเขามองว่าไม่ได้รับการสนับสนุนจากประชาชนทั่วไป ตัวอย่างเช่น ข้อตกลงต่อต้านการค้าของปลอม ที่ต้องคว่ำไปเมื่อปี 2555

สำหรับการเจรจาการค้าระหว่างสหรัฐ กับอียูนั้น แม้ในช่วงแรก นับแต่การเจรจาเริ่มต้นขึ้นเมื่อเดือนก.ค.ปีที่แล้ว จะได้รับเสียงขานรับอย่างเต็มที่ แต่ต่อมากลุ่มผู้บริโภคยุโรป และบรรดากรลุ่มกรีน ต่างมองว่า ข้อตกลงนี้ที่จะเปิดทางให้บริษัทต่างๆ ดำเนินการอย่างเสรีทั้งในยุโรป และสหรัฐนั้น อาจทำให้บริษัทต่างๆ ใช้ทางลัดหลบเลี่ยงมาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อม และความปลอดภัยของยุโรปได้