ภัยแล้งยืดเยื้อทำให้ประเทศชุ่มน้ำมากที่สุดแห่งหนึ่งของโลกอย่างมาเลเซีย ต้องขาดแคลนน้ำ ช่วยยุติปัญหาพิพาทนาน 5 ปี
ระหว่างรัฐสลังงอร์ ซึ่งมั่งคั่งที่สุด และรัฐบาลกลางมาเลเซียได้สำเร็จ
รัฐสลังงอร์ ที่มีประชากรหนาแน่นที่สุดของประเทศ และอยู่ติดกับเมืองหลวงคือกรุงกัวลาลัมเปอร์ มีระดับน้ำในแม่น้ำและอ่างเก็บน้ำต่ำถึงระดับวิกฤติ ทำให้น้ำที่ส่งไปยังโรงบำบัดน้ำมีปริมาณจำกัดและจำเป็นต้องปันส่วนน้ำใช้ ส่วนที่เขื่อนสุไหงสลังงอร์ ซึ่งจัดหาน้ำให้กรุงกัวลาลัมเปอร์ และเขตบริหารเมืองหลวงใหม่ปุตราจายาในสัดส่วน 60%นั้น ระดับน้ำลดลงต่ำกว่า 50%
รัฐสลังงอร์ และรัฐบาลกลาง ลงนามข้อตกลงเมื่อวันพุธ (26 ก.พ.) ที่ผ่านมา อนุญาตให้รัฐสลังงอร์ เข้าครอบครองกิจการระบบน้ำสาธารณะของรัฐ ในวงเงิน 9,650 ล้านริงกิต หรือราว 97,350 ล้านบาท จากเจ้าของสัมปทานน้ำ 4 ราย ทำให้รัฐสลังงอร์ มีอำนาจควบคุมค่าน้ำแก่บรรดาผู้ใช้น้ำมากขึ้น แลกกับการให้รัฐบาลกลางสร้างโรงงานบำบัดน้ำหนึ่งโรง ซึ่งก่อนหน้านั้น ทางการสลังงอร์คัดค้านเรื่องนี้ เพราะเกรงว่า จะส่งผลให้ราคาน้่ำแพงขึ้น
การทำข้อตกลงนี้ ช่วยระงับข้อพิพาทที่ปะทุขึ้นก่อนการเลือกตั้งปีที่แล้ว เมื่อผู้นำรัฐสลังงอร์ กล่าวหารัฐบาลผสมแนวร่วมแห่งชาติ ซึ่งปกครองมาเลเซียมาตั้งแต่ปี 2500 ว่า วางแผนทำให้เกิดการขาดแคลนน้ำผ่านบริษัทน้ำ "ปันจัก" ซึ่งมีสายสัมพันธ์กับรัฐบาลผสม เพื่อทำลายความน่าเชื่อถือของพรรคฝ่ายค้าน พร้อมทั้งขู่ว่าจะเข้าครอบครองกิจการของบรรดาบริษัทผลิตและจัดหาน้ำ
นักวิเคราะห์จากแอฟฟิน อินเวสต์เมนท์ แบงก์ ในกรุงกัวลาลัมเปอร์ "นายชอง หลี่เหลิน" ให้ความเห็นว่า ภัยแล้งล่าสุดและการปันส่วนน้ำในรัฐสลังงอร์ กัวลาลัมเปอร์ และปุตราจายา เป็นตัวแปรสำคัญเร่งให้เกิดข้อตกลง
ด้านเพื่อนบ้านอย่างสิงคโปร์ ก็ประสบภัยแล้งด้วยเช่นกัน โดยสำนักงานสิ่งแวดล้อมแห่งชาติของสิงคโปร์ รายงานว่า สิงคโปร์เกิดภัยแล้งนานที่สุดเป็นประวัติการณ์ 27 วัน ระหว่างวันที่ 13 ม.ค.-8 ก.พ.
เพื่อตอบสนองความต้องการน้ำจากประชากรที่เพิ่มมากขึ้น สิงคโปร์ ลงทุนอย่างหนักในการสร้างอ่างเก็บน้ำ และเปิดรับเทคโนโลยี ที่จะช่วยให้มีน้ำพอเพียง ปัจจุบัน สิงคโปร์ ผลิตน้ำได้30%ของปริมาณความต้องการน้ำของประชากร ด้วยการนำน้ำเสียกลับมาใช้ใหม่ และกลั่นน้่ำจากน้ำทะเลมาใช้ในสัดส่วน 25%
ขณะที่การขาดแคลนน้ำ ในรัฐยะโฮร์ ตอนใต้สุดของมาเลเซีย อาจซ้ำเติมปัญหาให้แก่สิงคโปร์ เนื่องจากสิงคโปร์ ซื้อน้ำจากรัฐยะโฮร์ ภายใต้ข้อตกลงที่มีกำหนดสิ้นสุดในปี 2604 แต่เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว เริ่มมีการปันส่วนน้ำในหลายพื้นที่ของรัฐยะโฮร์
การขาดแคลนน้ำเกิดขึ้นเสมอในช่วงหน้าแล้ง และมักเกิดขึ้นในช่วงเดือนมกราคม-มีนาคม แต่ผู้เชี่ยวชาญด้านน้ำ อย่างประธานสมาคมวิจัยพลังงานและน้ำ "นายพีระปากาน สุพรามาเนียม กล่าวโทษว่า ปัญหาภัยแล้งปีนี้ อยู่ที่การวางแผนและการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน มากกว่าเรื่องของสภาพอากาศ แต่การขาดแคลนน้ำอย่างที่เป็นอยู่ จะส่งผลกระทบน้อย หากลดปริมาณน้ำที่ต้องสูญเสียไป ด้วยการปรับปรุงการสูบน้ำ จากโรงบำบัดน้ำไปยังครัวเรือนได้
ข้อมูลล่าสุดจากคณะกรรมาธิการบริการน้ำแห่งชาติระบุว่า มาเลเซีย มีโรงบำบัดน้ำ 473 แห่ง มีศักยภาพการแปรรูปน้ำโดยรวมเกือบ 18,000 ล้านลิตรต่อวัน ในปี 2555 ขณะที่ การบริโภคน้ำต่อคนของมาเลเซีย ซึ่งมีประชากร 29 ล้านคน อยู่ที่ 212 ลิตรต่อคนต่อวัน เกินกว่าปริมาณการใช้น้ำที่องค์การอนามัยโลกแนะนำที่ 165 ลิตรต่อคนต่อวัน
นายสุพรามาเนียม กล่าวด้วยว่า การลดปริมาณการใช้น้ำลงเหลือ 180 ลิตรต่อคนต่อวัน อาจช่วยให้ปริมาณน้ำบำบัดแล้วเพิ่มขึ้น 1,000 ล้านลิตร มากพอที่จะรับประกันว่ามีปริมาณน้ำสำรองเพียงพอในช่วงหน้าแล้ง และรัฐบาลควรปรับปรุงเขื่อนและอ่างเก็บน้ำที่มีอยู่ เพื่อเพิ่มศักยภาพการกักเก็บน้ำ แต่ผู้บริโภคเองก็ต้องเรียนรู้การใช้น้ำอย่างประหยัดด้วย





