วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

ยูเครนกับกระแส'แยกดินแดน'

กลุ่มแบ่งแยกดินแดนพยายามอาศัยช่วงชุลมุนกรณีเหตุวุ่นวายทางการเมืองในกรุงเคียฟ ผลักดันข้อเรียกร้องให้รัสเซียอ้างสิทธิเหนือดินแดนแห่งนี้

สาธารณรัฐปกครองตนเองไครเมียของยูเครน ถือเป็นป้อมปราการสำคัญสุดท้ายที่ยังต่อต้านผู้นำประเทศคนใหม่ เห็นได้จากภาพผู้ประท้วงโบกธงรัสเซียพร้อมตะโกน "รัสเซีย รัสเซีย" ไปตามท้องถนน

การปลดประธานาธิบดีวิกเตอร์ ยานูโควิช เมื่อวันเสาร์ (22 ก.พ.) เป็นสิ่งที่ได้รับการยอมรับทั่วประเทศ แม้แต่เขตฐานเสียงของเขาทางภาคตะวันออกซึ่งพูดภาษารัสเซีย แต่ไครเมีย อันเป็นคาบสมุทรในทะเลดำที่เชื่อมต่อกับยูเครนด้วยฉนวนแคบ ๆ เป็นจุดเดียวที่ท้าทายรัฐบาลใหม่

ไครเมียมีความน่าสนใจ ตรงที่เป็นพื้นที่เดียวของยูเครนที่ประชาชนส่วนใหญ่มีเชื้อสายรัสเซีย และเป็นที่ตั้งกองเรือทะเลดำของรัสเซีย สภาพการณ์ดังกล่าวทำให้ไครเมียเป็นดินแดนที่มีความสำคัญทางยุทธศาสตร์ และกลายเป็นจุดสนใจใหม่ในการขับเคี่ยวระหว่างรัสเซียกับชาติตะวันตก เกี่ยวกับอนาคตของยูเครน

ความตึงเครียดปะทุขึ้นในเมืองซิมเฟอโรโพล เมื่อกลุ่มแบ่งแยกดินแดนพยายามอาศัยช่วงชุลมุนกรณีเหตุวุ่นวายทางการเมืองในกรุงเคียฟ ผลักดันข้อเรียกร้องให้รัสเซียอ้างสิทธิเหนือดินแดนแห่งนี้ อันเป็นดินแดนที่นิกิตา ครุชเชฟ ผู้นำคอมมิวนิสต์ มอบให้ยูเครนเมื่อปี 2497

ความเคลื่อนไหวที่เกิดขึ้น ทำให้สหรัฐเตือนรัสเซียไม่ให้ส่งรถถังไปยังไครเมีย เพราะหากทำเช่นนั้นอาจส่งผลให้เกิดสงครามขึ้นอีกในดินแดนที่มีประวัติศาสตร์ของการสู้รบและเปลี่ยนมือผู้ปกครองมาหลายครั้ง

ด้านประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูตินแห่งรัสเซีย ก็พยายามแสดงสถานภาพด้วยการสั่งให้กองกำลังทางตะวันตกของรัสเซียเตรียมพร้อม พร้อมกล่าวว่า การกระทำของรัสเซียเป็นไปเพื่อรับประกันความมั่นคงของโรงงานรัสเซียในท่าเรือเซวาสโตโพลในไครเมีย

ในทัศนะของกลุ่มแบ่งแยกดินแดนในไครเมียแล้ว ไม่มีเวลาใดที่จะขอความช่วยเหลือจากรัสเซียได้เหมาะเท่าช่วงนี้อีกแล้ว

จริงๆ แล้วผู้คนในไครเมีย ได้จัดการชุมนุมมาตั้งแต่ช่วงก่อนหน้าที่สภายูเครนจะถอดถอนนายยานูโควิชลงจากอำนาจ

ในส่วนของรัสเซียนั้น แม้ไม่ได้ชื่นชอบนายยานูโควิชมากนัก แต่ก็สนับสนุนเขา เพราะทราบดีว่าหากนายยานูโควิชพ้นจากอำนาจ อิทธิพลของรัสเซียที่มีต่อยูเครนก็จะลดน้อยลง

การหลุดจากตำแหน่งของนายยานูโควิช ทำให้ประชาชนเชื้อสายรัสเซียกว่า 1 ล้านคนในไครเมีย มองว่าสถานการณ์มีความไม่แน่นอนมากขึ้น และรู้สึกต้องการการปกป้องจากรัสเซีย ที่มีสายสัมพันธ์ด้านวัฒนธรรมและศาสนาระหว่างกันอย่างแข็งแกร่ง

บางคนก็ไม่พอใจเป็นพิเศษที่ผู้นำใหม่ของยูเครน บังคับใช้กฎหมายที่ให้ความสำคัญกับการใช้ภาษายูเครน ซึ่งไม่ใช่ภาษาแม่ในไครเมีย ดังนั้นจึงไม่ยอมรับกลุ่มผู้นำใหม่ของยูเครน

ข่าวลือที่ว่าผู้ประท้วงจากกรุงเคียฟอาจเดินทางจากเมืองหลวงมาจัดการกับกลุ่มแบ่งแยกดินแดน สร้างความกังวลให้ชาวไครเมีย ถึงขั้นสร้างกองกำลังป้องกันตนเองขึ้นมาอย่างไม่เป็นทางการ

หัวหน้าพรรคแนวร่วมที่เป็นตัวแทนประชาชนเชื้อสายรัสเซีย "นายเกนนาดี บาซอฟ" กล่าวว่า พวกเขาต้องปกป้องตนเองจากอาชญากรติดอาวุธสวมหน้ากาก ที่เดินทางมายังไครเมียเพื่อก่อความไม่สงบ หลังจากทำให้ยูเครนไร้เสถียรภาพไปแล้ว

การรวมชาติกับรัสเซียไม่ใช่เป้าหมายหลักของพรรค แต่พรรคเชื่อว่าการแบ่งแยกยูเครนระหว่างฝั่งตะวันออกที่ประชาชนพูดภาษารัสเซีย กับฝั่งตะวันตก สมเหตุสมผลทั้งในแง่เศรษฐกิจและวัฒนธรรม

นายบาซอฟเปิดเผยว่า ความแข็งแกร่งทางเศรษฐกิจส่วนใหญ่ของยูเครนอยู่ทางฝั่งตะวันออก ที่ซึ่งประชาชนทำงานอย่างแท้จริง ในฝั่งตะวันตกพวกเขาเดินทางไปกรุงเคียฟเพียงเพื่อประท้วงเท่านั้น อันเป็นการเน้นย้ำถึงการสบประมาทของคนเชื้อสายรัสเซียต่อผู้ประท้วงในยูเครน ที่จำนวนมากมาจากฝั่งตะวันตกของประเทศ