กรมส่งเสริมฯ หนุน SMEs พร้อมติวเข้มผู้ประกอบการ หวังสยายปีกตลาดอาเซียน
กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม หนุนเอสเอ็มอีลงทุนประเทศอาเซียน ตั้งเป้าปี 57 พัฒนา 600 กิจการ เพิ่มยอดขาย-ลงทุน พร้อมติวเข้มผู้ประกอบการ 1.4 หมื่นราย ใน 9 สาขาอุตสาหกรรมเป้าหมายให้มีความพร้อมในการเข้าสู่เออีซี
นางอรรชกา สีบุญเรือง อธิบดีกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม เปิดเผยแผนการส่งเสริมเอสเอ็มอีไทยให้เข้าไปลงทุนในประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) ว่า กรมส่งเสริมอุตสาหกรรมได้จัดโครงการเตรียมความพร้อมผู้ประกอบการและธุรกิจอุตสาหกรรมเพื่อเข้าสู่เออีซี โดยมี โครงการหลัก 4 โครงการ ได้แก่
1. โครงการพัฒนาผู้ประกอบการสาขาเป้าหมาย ดำเนินการโดยการจัดอบรมเชิงปฏิบัติการให้ความรู้ ความเข้าใจ และผลกระทบจากการเข้าสู่ เออีซี รวมทั้งให้ความรู้ในด้านการสร้างแบรนด์ไทย การลงทุนในเออีซี ภาษีในอาเซียน การบุกตลาดเออีซี เป็นต้น โดยในปี 2557 มีเป้าหมายในการพัฒนาผู้ประกอบการจำนวน 7,000 คน ทั่วประเทศ
2. โครงการสร้างและพัฒนาบุคลากรภาคอุตสาหกรรม ดำเนินการโดยการศึกษาวิเคราะห์มาตรฐานระบบจัดการที่จำเป็นของภาคอุตสาหกรรม เพื่อเพิ่มผลิตภาพในกระบวนการผลิตและระบบบริหารจัดการที่เหมาะสม โดยในปี 2557 ตั้งเป้าในการพัฒนาบุคลากรภาคอุตสาหกรรมจำนวน 5,000 คน
3. โครงการพัฒนาสถานประกอบการเป้าหมาย โดยจะมีการวิเคราะห์ธุรกิจเบื้องต้น และให้คำปรึกษาแนะนำในการจัดทำแผนการเตรียมความพร้อมธุรกิจ ทั้งในเชิงรุกและเชิงรับ พร้อมทั้งจัดทำแผนปฏิบัติการ เพื่อให้ธุรกิจอุตสาหกรรมสามารถนำไปปฏิบัติ โดยในปี 2557 ตั้งเป้าจะพัฒนาสถานประกอบการให้ได้ 600 กิจการ และตั้งเป้าหมายให้สถานประกอบการที่เข้าร่วมโครงการอย่างน้อย 15% มียอดขาย และมูลค่าการลงทุนในกลุ่มประเทศอาเซียนเพิ่มขึ้น
4. โครงการสร้างเครือข่ายระหว่างประเทศ ดำเนินการโดยการคัดเลือกธุรกิจอุตสาหกรรมที่มีศักยภาพในการเชื่อมโยงเครือข่ายกับประเทศในกลุ่มประเทศอาเซียน และทำการสร้างเครือข่ายความร่วมมือระหว่างธุรกิจอุตสาหกรรมไทยกับประเทศในกลุ่มอาเซียนอย่างยั่งยืน โดยในปี2557 ตั้งเป้าหมายในการสร้างเครือข่ายระหว่างประเทศในประเทศอาเซียน จำนวน 10 เครือข่าย และคาดว่าจะดำเนินการในทุกประเทศยกเว้นบรูไน รวมถึงจะขยายไปถึง อาเซียน+3 รวมถึง จีน ญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ด้วย
สำหรับโครงการเตรียมความพร้อมผู้ประกอบการและธุรกิจอุตสาหกรรมเพื่อเข้าสู่เออีซี จะมุ่งเน้นอุตสาหกรรมเป้าหมายที่มีศักยภาพ 9 สาขา คือ อุตสาหกรรมเกษตรแปรรูป, อัญมณีและเครื่องประดับ, ไม้และเครื่องเรือน, สิ่งทอและเครื่องนุ่งห่ม, ยานยนต์และชิ้นส่วน, เครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์, สินค้า Lifestyle, รองเท้าและผลิตภัณฑ์เครื่องหนัง และก่อสร้าง โดยในปี 2556 โครงดังกล่าวมีผู้ประกอบการเข้าร่วม 12,119 คน จากแผนต้นปีที่ตั้งเป้าไว้กว่า 12,000 คน ซึ่งในปี 2557 ได้ตั้งเป้าว่าจะมีผู้เข้าร่วมโครงการไม่ต่ำกว่า 14,000 คน
นอกจากนี้ กสอ. ยังมีโครงการอื่นๆ ที่จะช่วยสนับสนุนผู้ประกอบการอีกกว่า 58 โครงการ ในการพัฒนาศักยภาพเอสเอ็มอีไทยให้สามารถแข่งขันได้ในอาเซียน เช่น โครงการเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารต้นทุน โครงการเพิ่มศักยภาพการบริหารทุนมนุษย์ โครงการพัฒนาอุตสาหกรรมการผลิตเพื่อยกระดับความสามารถการแข่งขัน เป็นต้น
ส่วนประเทศที่เอสเอ็มอีไทยควรจะเข้าไปลงทุน ได้แก่ กัมพูชา สปป.ลาว เวียดนาม และพม่า ซึ่งพื้นที่ที่เข้าไปลงทุนควรจะอยู่ในเขตเศรษฐกิจพิเศษที่ได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลในพื้นที่ โดยในประเทศกัมพูชา พื้นที่น่าสนใจ ได้แก่ เขตเศรษฐกิจพิเศษ เกาะกง และปอยเปต ซึ่งเขตเศรษฐกิจพิเศษเกาะกงตั้งอยู่ใกล้ชายแดนติดต่อกับไทยบริเวณบ้านหาดเล็ก อ.คลองใหญ่ จ.ตราด ปัจจุบันเป็นเมืองที่มีนักลงทุนจากต่างชาติสนใจเข้าไปลงทุนจำนวนมาก และเขตเศรษฐกิจพิเศษปอยเปต ตั้งอยู่ใกล้กับชายแดนบ้านป่าไร่ อ.อรัญประเทศ จ.สระแก้ว
โดยจะให้สิทธิพิเศษสำหรับนักลงทุนต่างประเทศอย่างมาก เช่น ให้สิทธิเช่าที่ดินได้นานกว่า 99 ปี ยกเว้นภาษีรายได้ 9 ปี การยกเว้นภาษีขาเข้าและภาษีมูลค่าเพิ่ม ซึ่งเขตเศรษฐกิจพิเศษทั้ง 2 ถือเป็นโอกาสอันดีสำหรับผู้ประกอบการไทยที่ต้องการเข้าไปทำธุรกิจ เนื่องจากวัตถุดิบและแรงงานในท้องที่มีราคาถูก และนักลงทุนยังสามารถส่งรายได้จากการลงทุนออกนอกประเทศได้เกือบทั้งหมด
ด้าน สปป.ลาว ควรจัดลงทุนในเขตเศรษฐกิจพิเศษสะหวัน-เซโน เป็นพื้นที่พิเศษที่จูงใจให้นักลงทุนต่างชาติเข้ามาตั้งฐานการผลิตในลาว โดย สามารถใช้ประโยชน์จากสิทธิพิเศษทางภาษีศุลกากรที่ สปป.ลาว ได้รับจากประเทศพัฒนาแล้ว ทำให้สามารถส่งสินค้าไปยังประเทศในสหภาพยุโรปได้โดยปลอดภาษีนำเข้าสินค้า ซึ่งเป็นโอกาสทองสำหรับผู้ประกอบการอุตสาหกรรมการผลิต และแปรรูปเพื่อการส่งออก
ขณะที่ประเทศพม่า มีเขตเศรษฐกิจพิเศษกว่า23 แห่ง โดยเขตเศรษฐกิจ Mingarlardonและ Thanlyin-Kyauttan ถือเป็นเขตอุตสาหกรรมสำหรับนักลงทุนต่างชาติร่วมลงทุนกับรัฐบาลเป็นหลักและเขตเศรษฐกิจ Thilawa-Kyauktan ตั้งอยู่ตอนใต้ของเมืองย่างกุ้งถือเป็นเขตเศรษฐกิจใหม่ล่าสุด นอกจากนี้เขตเศรษฐกิจที่น่าสนใจสำหรับผู้ประกอบการไทยนั้นจะเป็นเขตที่ติดกับชายแดนไทย-พม่าประกอบด้วย 3 เมืองหลักได้แก่ 1. เมืองผาอัน 2. เมืองเมาะละแหม่ง และ 3. เมืองมัณฑะเลย์ โดยอนาคตรัฐบาลพม่าได้ตั้งทั้ง 3 เมืองเป็นศูนย์กลางการค้า โดยมีสะพานเชื่อมทางรถไฟ ข้ามแม่น้ำสาละวินและเมืองเมียวดี ซึ่งจะทำให้สามารถขนส่งสินค้าไปยังจีนได้อย่างสะดวกยิ่งขึ้น
ส่วนประเทศเวียดนาม เขตเศรษฐกิจพิเศษแบ่งออกเป็น 3 ประเภท ได้แก่ 1.Export Processing Zone (EPZ) เป็นเขตเศรษฐกิจที่รวมอุตสาหกรรมประเภทต่าง ๆ ซึ่งเน้นผลิตสินค้าเพื่อการส่งออก มีการจัดระบบสาธารณูปโภคเพื่อให้บริการและอำนวยความสะดวกด้านการผลิตนักลงทุน 2. Industrial Zone (IZ) เป็นเขตเศรษฐกิจอุตสาหกรรม ซึ่งเน้นผลิตสินค้าเพื่อจำหน่ายในประเทศ และ3. High-Tech Zone (HTZ) เป็นเขตเศรษฐกิจที่จัดตั้งขึ้นเพื่อส่งเสริมการวิจัยและพัฒนา รวมทั้งผลิตสินค้าที่ใช้เทคโนโลยีการผลิตขั้นสูงเป็นสำคัญ และในเขตเศรษฐกิจพิเศษดังกล่าวยังมีสิทธิประโยชน์อื่นๆ เช่น สามารถผลิตได้อย่างเสรีได้รับการยกเว้นภาษีการค้า ภาษีมูลค่าเพิ่ม และภาษีนำเข้า รวมทั้งสามารถจ้างแรงงานชาวต่างชาติได้ ในกรณีที่ไม่สามารถหาแรงงานชาวเวียดนามที่มีคุณสมบัติเหมาะสม





