อินเดียจะอัดฉีดเงินจำนวนราว 54,000 ล้านดอลลาร์ ให้แก่ธนาคารของรัฐเพื่อรองรับความเสี่ยง
รัฐมนตรีคลังอินเดีย "นายพลานิพพาน ชิตะบรม" เปิดเผยในรัฐสภาเมื่อวานนี้ (17 ก.พ.) ว่า อินเดียจะอัดฉีดเงินจำนวน 1.12 แสนล้านรูปีหรือราว 54,000 ล้านดอลลาร์ ให้แก่ธนาคารของรัฐเพื่อรองรับความเสี่ยง หลังหนี้เสียพุ่งแตะระดับสูงสุดในรอบ 6 ปี
นายชิตะบรม กล่าวระหว่างแถลงงบประมาณชั่วคราวสำหรับปีงบประมาณหน้าซึ่งจะสิ้นสุดในเดือนมี.ค. 2558 ว่า ธนาคารต่างๆ กำลังเผชิญแรงกดดันจากสินทรัพย์ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ที่เพิ่มสูงขึ้น บรรดาผู้บริหารธนาคารได้รับรองกับเขาว่า เมื่อเศรษฐกิจปรับตัว พวกเขาก็จะสามารถจำกัดสินทรัพย์ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้และฟื้นฟูให้การปล่อยกู้เพิ่มขึ้นได้
ทั้งนี้ การอัดฉีดเงินดังกล่าวจะช่วยให้ธนาคารสามารถขยายสินเชื่อ ในขณะที่รัฐบาลคาดการณ์ว่าในปีงบประมาณปัจจุบันซึ่งจะสิ้นสุดในเดือนมี.ค.ปีนี้ จะมีผู้กู้ยืมที่ผิดนัดชำระหนี้มากขึ้น 4.9% เมื่อเทียบกับปี 10 ปีก่อนที่เพิ่มขึ้น 8.3% โดยเฉลี่ย
รัฐมนตรีคลังอินเดีย กล่าวอีกว่า ยอดขาดดุลงบประมาณของอินเดียจะอยู่ที่ราว 4.6% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศหรือจีดีพี ในปีงบประมาณ 2556-2557
นายชิตะบรมเสริมว่า ยอดขาดดุลงบประมาณปี 2556-2557 จะอยู่ที่ 4.6% ส่วนจุดประสงค์ของรัฐบาลก็คือการเสริมความแข็งแกร่งด้านงบประมาณ ฟื้นฟูวัฏจักรการขยายตัว และยกระดับภาคการผลิต นอกจากนี้ เขายังแสดงความเห็นว่า รัฐบาลอินเดียได้ประสบความสำเร็จในการหลีกเลี่ยงการถูกปรับลดอันดับความน่าเชื่อถือ
รัฐมนตรีคลังอินเดียเสริมว่า อินเดียไม่ได้เผชิญกับการปรับลดอันดับความน่าเชื่อถือจากสถาบันจัดอันดับเครดิตต่าง ๆ ขณะที่วัตถุประสงค์ของรัฐบาลก็คือการเสริมความแข็งแกร่งทางการคลัง และความมีเสถียรภาพด้านราคา ขณะที่สถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือต่าง ๆ ก็ยอมรับในความพยายามของรัฐบาล
นอกจากนี้ นายชิตะบรมยังคาดว่า เศรษฐกิจอินเดียจะขยายตัว 4.9% ในปีงบประมาณปัจจุบัน และจีดีพีจะเติบโต 5.2% ในไตรมาสสามและสี่





