วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

'เจนเน็ต เยลเลน' ชี้ชะตาอนาคตเฟด

"เจนเน็ต เยลเลน"สาบานตนเข้ารับตำแหน่งประธานหญิงคนแรกของธนาคารกลางสหรัฐหรือเฟดเมื่อวันจันทร์ (3 ก.พ.) กับภาระลดคิวอีโดยไม่ทำให้ตลาดผันผวน

นางเยลเลนรับหน้าที่ต่อจากประธานธนาคารกลางผู้ทรงอิทธิพลมากที่สุดในโลก "นายเบน เบอร์นันกี" ผู้ชี้นำระบบการเงินโลกและสหรัฐผ่านช่วงที่วิกฤติที่สุดนับตั้งแต่ทศวรรษ 1930 ตลอดแปดปีที่เขาดำรงตำแหน่งประธานเฟด

นางเยลเลนได้รับการเสนอชื่อจากประธานาธิบดีบารัก โอบามา ในเดือนตุลาคม 2556 ให้ดำรงตำแหน่งประธานเฟด เธอจะทำหน้าที่นี้ตามวาระสี่ปี พร้อม ๆ กับหน้าที่ในสภาผู้ว่าการเฟดที่เธอทำมา 14 ปี

ขณะเป็นรองประธานเฟดกว่าสามปี นางเยลเลนทำงานอย่างใกล้ชิดกับนายเบอร์นันกี และไม่มีใครคาดว่าเธอจะทิ้งนโยบายของนายเบอร์นันกี ซึ่งมีเป้าหมายที่ช่วยลดอัตราการว่างงานที่ยังคงสูง ตราบเท่าที่เงินเฟ้อยังคงอ่อนตัว

นักเศรษฐศาสตร์คนดังวัย 67 ปีผู้นี้ เคยครองหลายตำแหน่งในเฟด รวมถึงประธานสาขาซานฟรานซิสโก ทั้งยังมีตำแหน่งวิชาการในมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด และมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนียแห่งเบิร์กลีย์ คู่ชีวิตของเธอคือนายจอร์จ อาเคอร์ลอฟ นักเศรษฐศาสตร์เจ้าของรางวัลโนเบล

ขณะที่นายเบอร์นันกีจะหวนกลับไปสู่แวดวงวิชาการ รวมทั้งเป็นนักวิชาการประจำสถาบันบรูกกิงส์ กลุ่มคลังสมองในกรุงวอชิงตัน

ประธานสถาบันบรูกกิงส์ "นายสโตรบ ทาลบอตต์" กล่าวว่า นายเบอร์นันกีจะเป็นผู้มีส่วนสำคัญในภารกิจอธิบายเหตุการณ์สำคัญในอดีตที่ผ่านมาแปดปี และรังสรรค์กลยุทธ์ที่เปี่ยมไปด้วยจินตนาการและปฏิบัติได้ เพื่อรับประกันถึงเสถียรภาพของเศรษฐกิจสหรัฐและเศรษฐกิจโลก

นางเยลเลนจะเข้าให้ข้อมูลต่อคณะกรรมาธิการการเงิน สภาผู้แทนราษฎรสหรัฐในวันที่ 11 ก.พ. และคณะกรรมาธิการธนาคารวุฒิสภา วันที่ 13 ก.พ. ซึ่งจะเป็นการแสดงความเห็นต่อสาธารณะครั้งแรกในเรื่องนโยบายการเงินและเศรษฐกิจ หลังรับตำแหน่งประธานเฟด

นางเยลเลนแสดงความคิดเห็นต่อสาธารณะครั้งล่าสุดเมื่อวันที่ 14 พฤศจิกายนปีก่อนในการเข้าให้ข้อมูลต่อวุฒิสภาก่อนหน้าเฟดจะประกาศลดขนาดการเข้าซื้อพันธบัตรครั้งแรก นับแต่นั้นเธอก็ปรากฏตัวต่อสาธารณะน้อยมาก นอกจากการให้สัมภาษณ์นิตยสารไทม์ในเดือนนี้ ซึ่งเธอคาดว่า เศรษฐกิจสหรัฐน่าจะเติบโต 3% เป็นอย่างน้อยในปีนี้

ในฐานะที่นางเยลเลนสนับสนุนนโยบายผ่อนคลายทางการเงินของเฟดอย่างจริงจัง เธอมีภารกิจหลักในการลดขนาดการเข้าซื้อพันธบัตรลงอย่างต่อเนื่อง หลังจากนั้นก็จะขึ้นอัตราดอกเบี้ยและลดงบดุลของเฟดที่มีจำนวนมหาศาลอีกราว 4 ล้านล้านดอลลาร์จากโครงการเข้าซื้อพันธบัตร