รัฐบาลอนุญาตให้ผู้สังเกตการณ์จากต่างชาติให้เข้าไปตรวจสอบในประเทศได้ หลังมีรายงานจากยูเอ็นสังหารชาวมุสลิมโรฮิงญากว่า40คนในรัฐยะไข่
โฆษกรัฐบาลพม่าเผยเมื่อวานนี้ (24 ม.ค.) ว่า รัฐบาลจะอนุญาตให้ผู้สังเกตการณ์จากต่างชาติให้เข้าไปตรวจสอบในประเทศได้ หลังมีรายงานจากสหประชาชาติหรือยูเอ็นที่ระบุว่าเกิดการสังหารชาวมุสลิมโรฮิงญากว่า 40 คนในรัฐยะไข่เมื่อต้นเดือนนี้
โฆษกทำเนียบประธานาธิบดีพม่า "นายเย ทุต" แถลงว่า รัฐบาลจะอนุญาตให้ผู้สังเกตการณ์ต่างชาติเข้าไปตรวจสอบในพื้นที่นและสอบถามประชาชนได้อย่างอิสระ พร้อมตอบโต้ว่า แถลงการณ์ของยูเอ็นเป็นสิ่งที่น่าเศร้าใจ และไม่มีมูลความจริง เป็นการอ้างอิงแหล่งข่าวที่ไม่อาจยืนยันได้ และกล่าวโทษว่า การกระทำเช่นนี้ยิ่งทำให้เกิดความวิตก และความไม่ไว้วางใจในรัฐยะไข่มากยิ่งขึ้น รวมทั้งความไว้ใจของชาวพม่าต่อองค์กรของยูเอ็นก็จะลดน้อยลงด้วย
ก่อนหน้านี้ ยูเอ็นออกมาเรียกร้องวานนี้ให้พม่าเร่งสอบสวน กรณีมีรายงานว่า มีชาวโรฮิงญาหลายสิบคน รวมถึง ผู้หญิง และเด็กถูกสังหาร ระหว่างมีการโจมตีชาวโรฮิงญาในรัฐยะไข่เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว
ยูเอ็นอ้างว่าเมื่อวันที่ 9 ม.ค. มีชายชาวมุสลิมโรฮิงญา 8 คน ถูกโจมตีและถูกสังหารในหมู่บ้านแห่งหนึ่ง ที่อยู่ใกล้กับชายแดนบังกลาเทศ ผู้ลงมือคือชาวพุทธในรัฐยะไข่ จากนั้น อีก 4 วันต่อมา มีตำรวจนายหนึ่งถูกชาวโรฮิงญาจับและสังหารในหมู่บ้านเดียวกันนี้ ทำให้ชาวบ้านและตำรวจรัฐยะไข่ ร่วมกันสังหารชาวโรฮิงญาไปอย่างน้อย 40 คน ไม่เว้นแม้กระทั่งเด็กและผู้หญิง
ด้านรัฐมนตรีต่างประเทศอังกฤษ "นายวิลเลียม เฮก" ทวีตข้อความว่า รู้สึกหดหู่กับรายงานข่าวที่ว่ามีผู้หญิงกับเด็กถูกสังหารในพม่า ขณะที่กลุ่มฮิวแมน ไรท์ วอทช์ ซึ่งมีสำนักงานอยู่ที่นครนิวยอร์กของสหรัฐเผยว่า ได้รับข้อมูลมาว่าตำรวจได้จับกุมผู้ชายและเด็กผู้ชายโรฮิงญาอายุ 10 ขวบขึ้นไป และว่าการที่รัฐบาลพม่าไม่ใส่ใจกับรายงานเรื่องนี้ถือเป็นการเลือกปฏิบัติอย่างเป็นทางการต่อประชากรโรฮิงญาที่ถูกกระทำย่ำยีมาตลอด





