ไอร์แลน์หลุดพ้นโครงการเงินกู้ช่วยเหลือแก้วิกฤติเศรษฐกิจแล้ว นายกรัฐมนตรีเตือนประเทศยังไม่พ้นวิบากกรรม
ไอร์แลนด์เป็นประเทศแรกในกลุ่มประเทศใช้เงินสกุลยูโร(ยูโรโซน) ที่หลุดพ้นจากโครงการความช่วยเหลือเงินกู้จากสหภาพยุโรป (อียู) กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) และธนาคารกลางยุโรปอย่างเป็นทางการเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา(15 ธ.ค.) หลังจากรับความช่วยเหลือมูลค่า 85,000 ล้านยูโร เมื่อเดือนพ.ย. 2553 เนื่องจากภาคการธนาคารและตลาดอสังหาริมทรัพย์ล่มสลาย
แต่การเฉลิมฉลองเป็นไปแบบเงียบเชียบ เนื่องจากประชาชนทราบดีว่ายังต้องอยู่ภายใต้มาตรการรัดเข็มขัดต่อไป
หนังสือพิมพ์หลายฉบับในไอร์แลนด์ ประสานเสียงว่าปัญหาของประเทศยังไม่สิ้นสุด หลังจากออกจากโครงการเงินกู้ อาทิ ซันเดย์ ไทมส์ ระบุในบทบรรณาธิการว่า ไอร์แลนด์เหมือนคนไข้ที่เพ่งออกจากห้องไอซียู กว่าจะพักฟื้นหายสนิทต้องใช้เวลา ส่วนซันเดย์ อินดิเพนเดนท์ เน้นว่ารัฐบาลสัญญาจะยุติมาตรรัดเข็มขัดภายในปี 2559 ก่อนเลือกตั้งครั้งหน้า
ด้านความน่าเชื่อถือนั้น ไอร์แลนด์สามารถเรียกความเชื่อมั่นจากตลาดพันธบัตรนานาชาติกลับมาได้อีกครั้ง และส่วนต่างผลตอบแทนพันธบัตรของไอร์แลนด์ได้กลับคืนสู่ระดับก่อนเกิดวิกฤติที่ 3%
ในการถอนตัวออกจากโครงการเงินกู้ข้างต้นนั้น รัฐบาลไอร์แลนด์ยังปฏิเสธวงเงินสินเชื่อ ซึ่งถือเป็นการดำเนินการในรูปแบบการเฝ้าระวังไว้เมื่อมีการถอนตัวออกจากโครงการ ซึ่งเป็นการกระทำที่บางคนกล่าวว่าทำตามความคิดเห็นสาธารณะชนมากกว่าสภาวะทางเศรษฐกิจ
นายคอนสแตนทิน เกิร์ดกีฟ นักเศรษฐศาสตร์ กล่าวว่า ไอร์แลนด์มีเงินกองทุนพร้อมใช้ประมาณ 19,000 ล้านยูโร ซึ่งเพียงพอสำหรับการรองรับความเสี่ยงได้อย่างน้อย 1 ปี และจะใช้วงเงินสินเชื่อเพื่อการเฝ้าระวังได้เป็นเวลามากกว่า 2 ปี
"ในความคิดของผม การปรับลดดังกล่าวไม่เกิดประโยชน์ใดๆ สินเชื่อเพื่อการช่วยเหลือมีอัตราดอกเบี้ยอยู่ที่ 3.5-4% และวงเงินสินเชื่อจะมีดอกเบี้ยประจำปี 0.15-0.25% ซึ่งถือว่าเป็นสินเชื่อราคาถูก"
หลายฝ่ายยังคาดการณ์ว่า รัฐบาลไอร์แลนด์ปฏิเสธสินเชื่อเพื่อการเฝ้าระวัง เพื่อรักษาอำนาจอธิปไตย ซึ่งจะช่วยกระตุ้นความเชื่อมั่นของสาธารณะชนที่มีต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจได้
ทั้งนี้ นายเอนดา เคนนี นายกรัฐมนตรีไอร์แลนด์ แถลงทางโทรทัศน์ต่อประชาชนว่า การออกจากโครงการช่วยเหลือ เป็นก้าวสำคัญแต่ยังไม่ใช่เส้นชัย และชีวิตของชาวไอร์แลนด์ จะยังไม่เปลี่ยนแปลงในชั่วข้ามคืน
นายเคนนี ยกความดีแก่ประชาชนในประเทศ ที่ร่วมกันเสียสละ และประกาศว่า รัฐบาลจะเผยแผนเศรษฐกิจระยะยาวถึงปี 2563 ภายในสัปดาห์นี้ พร้อมสัญญาว่าแผนเศรษฐกิจที่ว่านี้ ซึ่งสาระหลักคือการลดหนี้สาธารณะลงหนึ่งในสี่ และเพิ่มการจ้างงาน 2 ล้านตำแหน่ง จะเป็นหลักประกันว่าเสถียรภาพของไอร์แลนด์ จะไม่มีวันถูกคุกคามจากความโลภและการเก็งกำไรอีกต่อไป
หลังจากไอร์แลนด์ออกจากโปรแกรมของไอเอ็มเอฟแล้ว ชาติที่ยังเหลืออยู่ได้แก่ กรีซ โปรตุเกส และไซปรัส ซึ่งยังต้องรับความช่วยเหลืออยู่





