อินโดนีเซียได้เปรียบดุลการค้าเล็กน้อยโดยไม่คาดคิดในเดือนตุลาคม หลังธนาคารกลางเข้มงวดนโยบายการเงิน เพื่อชะลอเศรษฐกิจและการนำเข้า
ข้อมูลจากสำนักงานสถิติแห่งชาติอินโดนีเซีย แสดงให้เห็นว่า ในเดือนที่แล้ว อินโดนีเซียได้เปรียบดุลการค้าที่ 50 ล้านดอลลาร์ ตรงข้ามกับที่บรรดานักเศรษฐศาสตร์คาดการณ์ไว้ก่อนหน้านี้ว่า จะขาดดุล 650 ล้านดอลลาร์
ข่าวการได้เปรียบดุลการค้าดังกล่าว ช่วยหนุนให้เงินรูเปียะห์แข็งค่าขึ้นเล็กน้อย หลังในปีนี้อ่อนค่าลงไปแล้วมากกว่า 19% เมื่อเทียบกับดอลลาร์ ท่ามกลางความวิตกเกี่ยวกับการขาดดุลบัญชีเดินสะพัดจำนวนมากขึ้น
ในเดือนตุลาคม ตัวเลขส่งออกของอินโดนีเซียขยายตัวขึ้น 2.59% ต่อปี ช่วยหนุนให้เกิดการได้เปรียบดุลการค้าเป็นครั้งแรก หลังจากที่ขาดดุลนาน 5 เดือนติดต่อกัน
เดือนเดียวกันนี้ อัตราเงินเฟ้อรายปีขยับขึ้นมาอยู่ที่ 8.37% หรือปรับขึ้น 0.12% เมื่อเทียบเป็นรายเดือน โดยเงินเฟ้อพื้นฐาน ที่ไม่รวมการบริหารจัดการราคา และราคาอาหารที่มีความผันผวนสูง ขยับขึ้นมา 4.8% จากระดับ 4.73% ในเดือนก.ย.
นักเศรษฐศาสตร์จากธนาคารดีบีเอสในสิงคโปร์ รายงานว่า มีแนวโน้มว่าแรงส่งด้านบวกของการส่งออกจะเติบโตไปจนถึงปี 2557 กล่าวอีกนัยหนึ่ง การนำเข้าอ่อนแรงลงกว่าเดือนสิงหาคมและกันยายน คาดว่าจะฟื้นตัวต่อเนื่องในเดือนตุลาคม แต่ข้อมูลนี้ยังไม่เกิดขึ้น อาจจะต้องจับตาดูในเดือนต่อ ๆ ไป บางทีอาจเกิดขึ้นเมื่อการลงทุนขยายตัวต่อเนื่องถึงระดับปานกลาง ได้รับผลกระทบรุนแรงจากความเชื่อมั่นที่กลับคืนมา และความเชื่อมั่นในเงินรูเปี๊ยะห์ที่ยังคงอ่อนแอ
ความเสี่ยงเงินเฟ้อและการขาดดุลบัญชีเดินสะพัดมหาศาล ประกอบกับสภาพคล่องเงินดอลลาร์ตึงตัว บีบให้ธนาคารอินโดนีเซียเปลี่ยนนโยบายอัตราแลกเปลี่ยนจาก "หาสมดุลใหม่" เป็น "เสถียรภาพ" ผู้ว่าการธนาคารกลางอินโดนีเซีย "นายอะกุส มาร์โตวาร์โดโจ" กล่าวเมื่อสัปดาห์ที่แล้วว่า ธนาคารกลางไม่ลังเลที่จะเข้าแทรกแซงตลาด และบอกว่าที่เงินรูเปี๊ยะห์อ่อนค่าในปัจจุบันนี้เป็นเรื่องชั่วคราว
ธนาคารกลางขึ้นอัตราดอกเบี้ยอ้างอิง 1.75% ตั้งแต่เดือนมิถุนายน เพื่อกดดันความต้องการสินค้านำเข้า และป้องกันเงินทุนไหลออกปริมาณมาก แต่ธนาคารกลางอาจมีนโยบายการเงินเข้มงวดต่อไปอีกหลังการประชุมนโยบายเพื่อกระตุ้นความเชื่อมั่นในวันที่ 12 ธันวาคม





