แรงงานสากล ระบุ มาตรการที่ผู้ค้าปลีกชาติตะวันตกนำมาใช้ เพื่อปรับปรุงความปลอดภัยในโรงงานสิ่งทอบังกลาเทศ หลังเกิดโศกนาฏกรรมตึกถล่ม
รองผู้อำนวยการใหญ่องค์การแรงงานสากล หรือไอแอลโอ "นายกิลเบิร์ต ฮังโบ" ระบุว่า เป็นสถานการณ์ที่เห็นได้ชัดเจนว่า ไม่ควรมีการดำเนินงานแบบ 2 มาตรฐาน ซึ่งการปรับปรุงความปลอดภัยให้กับแรงงานในบังกลาเทศเป็นเรื่องที่ดี แต่ก็ต้องทำให้มั่นใจด้วยว่า ประเทศอื่นๆ ทั้งในภูมิภาคนี้ และภูมิภาคอื่นๆ จะได้รับมาตรฐานเดียวกันนี้ด้วย
การเคลื่อนไหวเพื่อปรับปรุงมาตรฐานความปลอดภัยในอุตสาหกรรมสิ่งทอเกิดขึ้น หลังเกิดเหตุอาคารโรงงานรานา พลาซ่า ในบังกลาเทศพังถล่มลงมา ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตมากถึง 1,135 ราย ถือเป็นหนึ่งในอุบัติเหตุทางอุตสาหกรรมครั้งร้ายแรงที่สุดครั้งหนึ่งของโลก
โศกนาฎกรรมดังกล่าว ยังเกิดขึ้นหลังบังกลาเทศเพิ่งเจอกับเหตุไฟไหม้โรงงานครั้งใหญ่ เมื่อเดือนพฤศจิกายนปีที่แล้ว ที่ทำให้มีผู้เสียชีวิต 117 คน ซึ่งสถานการณ์เหล่านี้ ทำให้ยักษ์ใหญ่ในอุตสาหกรรมค้าปลีกจากโลกตะวันตก และรัฐบาลบังกลาเทศ ออกมาให้คำมั่นถึงการปรับปรุงสภาพแวดล้อมการทำงานให้ดีขึ้น
มาตรการที่เตรียมนำมาใช้ รวมถึง การตรวจสอบความปลอดภัยของอาคาร ทั้งในเรื่องการก่อสร้าง และความปลอดภัย ให้บ่อยครั้งขึ้น นอกเหนือจากการเพิ่มสิทธิแรงงาน
นับเป็นเวลานานมาแล้วที่บรรดานักวิจารณ์พากันชี้ให้เห็นถึงสภาพแวดล้อมที่เต็มไปด้วยความเสี่ยงของโรงงานต่างๆ ในประเทศกำลังพัฒนา โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเกิดเหตุการณ์ที่ทำให้มีผู้เสียชีวิตมากกว่า 1,000 คน ในเหตุการณ์รุนแรงเพียงครั้งเดียว และพากันออกมากระตุ้นให้เกิดการเคลื่อนไหวในอุตสาหกรรมนี้
นายฮังโบ ระบุด้วยว่า นับเป็นเรื่องโชคร้ายที่ต้องรอให้เกิดโศกนาฏกรรมเสียก่อน จึงจะทำให้ประเทศ และประชาคมโลกเกิดการเคลื่อนไหวขึ้นมา โดยเขาหวังว่า อย่างน้อยที่สุด ก็จะไม่เกิดเหตุการณ์ซ้ำรอยแบบเดียวกับบังกลาเทศขึ้นมาอีก
ทั้งนี้ อุตสาหกรรมสิ่งทอมูลค่า 22,000 ล้านดอลลาร์ของบังกลาเทศ มีขนาดใหญ่เป็นอันดับ 2 ของโลก รองจากจีน โดยราว 80% ของยอดรวมการส่งออก เป็นการส่งออกไปยังยุโรป และอเมริกาเหนือ





