เมื่อสหรัฐผลิตน้ำมันได้มากกว่านำเข้าเป็นครั้งแรกในรอบเกือบ 20 ปี เดือนตุลาคมว่าอยู่ที่เฉลี่ย 7.7 ล้านบาร์เรลต่อวัน
ปริมาณการผลิตน้ำมันดิบของสหรัฐในเดือนตุลาคมสูงกว่าปริมาณนำเข้าเป็นครั้งแรกในรอบเกือบ 20 ปี ถือเป็นการเริ่มต้นแนวโน้มที่อาจดำเนินไปในอนาคตอันใกล้ ผลจากการที่สหรัฐได้ประโยชน์จากความเฟื่องฟูด้านน้ำมันครั้งใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์
สำนักงานข้อมูลพลังงานสหรัฐหรืออีไอเอ เปิดเผยปริมาณผลผลิตน้ำมันดิบในสหรัฐประจำเดือนตุลาคมว่าอยู่ที่เฉลี่ย 7.7 ล้านบาร์เรลต่อวัน หรือสูงที่สุดในรอบ 25 ปี แซงหน้าปริมาณนำเข้าที่มีจำนวน 7.6 ล้านบาร์เรลต่อวัน
เหตุการณ์นี้นับเป็นเหตุการณ์สำคัญสำหรับผู้บริโภคน้ำมันรายใหญ่ที่สุดในโลกอย่างสหรัฐ หลังจากการปฏิวัติวงการโดยนำเทคโนโลยีการผลิตแบบใหม่ด้วยการขุดลึกลงไปในชั้นหินดินดานมาใช้ ทำให้สถานการณ์พลิกผันจากยอดผลิตน้ำมันดิบที่ลดลง มาเป็นเพิ่มขึ้น พร้อมกับนำความเคลื่อนไหวที่คึกคักมาสู่อุตสาหกรรมการผลิตน้ำมันในหลายรัฐ เช่น นอร์ธ ดาโกต้าและเท็กซัส
อีไอเอคาดการณ์ไว้ในบทวิเคราะห์ประจำเดือนถึงภาพรวมทิศทางพลังงานระยะสั้นไว้ว่า ยอดผลิตน้ำมันดิบในสหรัฐจะเพิ่มขึ้นเป็น 8.88 ล้านบาร์เรลต่อวันในเดือนธันวาคมปีหน้า และมียอดผลิตน้ำมันดิบเฉลี่ยตลอดทั้งปีหน้าอยู่ที่ 8.49 ล้านบาร์เรลต่อวัน ขณะที่ปริมาณการนำเข้าจะลดลงเหลือ 5.8 ล้านบาร์เรลต่อวันในเดือนธันวาคมปีหน้า ด้วยปริมาณนำเข้าเฉลี่ยทั้งปีที่ 6.54 ล้านบาร์เรลต่อวัน พร้อมพยากรณ์เพิ่มเติมว่า ผลผลิตน้ำมันดิบจะเเซงหน้ายอดการนำเข้าทุกเดือนของปี 2557
ปฏิกิริยาจากทำเนียบขาวต่อสถานการณ์ด้านพลังงานดังกล่าว คือการระบุว่าสหรัฐก้าวมาสู่ช่วงเวลาที่สำคัญครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ ด้วยการเป็นอิสระจากการพึ่งพาพลังงานนอกประเทศ พร้อมยกความดีความชอบให้กับนโยบายเพิ่มประสิทธิภาพของเชื้อเพลิงยานยนต์และส่งเสริมการผลิตน้ำมันชีวภาพของประธานาธิบดีบารัก โอบามา ที่ทำให้ปริมาณความต้องการใช้น้ำมันลดต่ำลง
ธุรกิจที่ปรึกษาด้านพลังงาน "พีร่า" เปิดเผยว่า ยอดผลิตน้ำมันดิบรวมกับก๊าซธรรมชาติเหลวและเชื้อเพลิงชีวภาพของสหรัฐเพิ่มขึ้น 3.2 ล้านบาร์เรลต่อวัน นับตั้งแต่ปี 2552 อันเป็นการขยายตัวที่สูงที่สุดเมื่อคำนวณแแบบคราวละ 4 ปี นับจากปริมาณการผลิตที่พุ่งขึ้นของซาอุดีอาระเบียในช่วงปี 2513 - 2517
สำหรับข้อมูลจากอีไอเอที่ประกาศยอดผลิตน้ำมันดิบในเดือนตุลาคมนั้น ถือเป็นจำนวนที่สูงที่สุดนับตั้งแต่พฤษภาคม 2532 เนื่องจากยอดผลิตน้ำมันดิบทั่วสหรัฐลดลงมาตั้งแต่ช่วงปลายทศวรรษของปี 2523 จนถึงยุคที่เทคโนโลยีขุดเจาะหินดินดานถือกำเนิดขึ้นราว ๆ ปี 2553
การมีอยู่ของน้ำมันดิบในชั้นหินดินดาน เป็นสิ่งที่ทราบกับมาหลายสิบปีแล้ว แต่มีเพียงบางคนเท่านั้นที่เชื่อว่าน้ำมันดิบประเภทนี้มีศักยภาพทางเศรษฐกิจจนถึงกับต้องนำมาใช้ เนื่องจากต้องใช้เทคโนโลยีการขุดเจาะที่มีราคาแพงและจำเป็นต้องขุดเจาะลึกมากในแหล่งที่มีทรัพยากร แต่เมื่อนำเทคโนโลยีการขุดเจาะน้ำมันและก๊าซธรรมชาติแนวขวาง โดยอัดฉีดน้ำปริมาณมากผสมกับทรายและสารเคมีบางอย่างเพื่อทำให้ชั้นหินดินดานแตกออก จนสามารถดูดก๊าซและ/หรือน้ำมันออกมาได้ในที่สุด เป็นเหตุให้อุตสาหกรรมผลิตน้ำมันในสหรัฐคึกคักขึ้นอย่างที่เป็นอยู่ในขณะนี้
การที่สหรัฐห้ามส่งออกน้ำมันดิบ บรรดาโรงกลั่นน้ำมันจึงได้รับประโยชน์จากสถานการณ์พลังงานในประเทศขณะนี้ เพราะมีวัตถุดิบอันหมายถึงน้ำมันดิบที่อุดมสมบูรณ์และราคาถูกนั่นเอง





