'สี จิ้นผิง'รวบอำนาจหลังนำพรรค 1 ปี เผยวางฐานอำนาจ จุดกระแสชาตินิยม และกดขี่ผู้ที่เห็นต่างทางการเมือง
การขึ้นดำรงตำแหน่งเลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์ของนายสี จิ้นผิง เมื่อ 1 ปีที่แล้ว มีขึ้นท่ามกลางเสียงเรียกร้องให้มีการปฏิรูปทางเศรษฐกิจและมีความอดกลั้นทางการเมือง แต่เขากลับให้ความสำคัญกับการวางฐานอำนาจ จุดกระแสชาตินิยม และกดขี่ผู้ที่เห็นต่างทางการเมือง
เมื่อนายสีเข้าสู่ตำแหน่งเลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์เมื่อวันที่ 15 พฤศจิกายน 2555 บุคลิกที่ผ่อนคลายและรับฟังปัญหาต่าง ๆ เช่น ปัญหาการทุจริตของพรรค เป็นเหมือนสัญญาณว่าเขาพร้อมจะเปลี่ยนแปลงสิ่งต่างๆ
อย่างไรก็ตาม นายเคนเน็ธ ลีเบอร์ธัล จากสถาบันบรูคกิงส์ กลุ่มคลังสมองในกรุงวอชิงตัน กล่าวว่า นับตั้งแต่วันนั้น สัญลักษณ์ของการดำรงตำแหน่งของนายสีกลายเป็นปัจจัยสำคัญอย่างยิ่งในการรักษาภาวะผู้นำของพรรคคอมมิวนิสต์ หรืออีกนัยหนึ่งคือ ระบบดังกล่าวจะไม่มีการเปลี่ยนแปลง
นายลีเบอร์ธัลกล่าวว่า นายสีใช้เวลาปีที่ผ่านมาในการรวมอำนาจต่อรองที่เขาต้องการหรือที่หวังว่าจะได้ ภายในระบบและจัดการประเด็นสำคัญต่าง ๆ รวมถึงการทำให้พรรคมีระเบียบวินัยและเป็นองค์กรที่ได้รับการเคารพนับถือมากขึ้น
หลังจากก่อตั้งมาเกือบ 100 ปี พรรคคอมมิวนิสต์ได้เติบโตจากพรรคที่ยึดมั่นในอุดมการณ์อย่างเคร่งครัดมาเป็นพรรคการเมืองใหญ่ที่สุดของโลก
ปัจจุบัน แกนนำพรรคจำนวนมากจากทั้งหมด 85 ล้านคนหันไปยึดผลประโยชน์จากการเป็นชนชั้นนำของจีนมากกว่ายึดมั่นในแนวคิดของเหมา เจ๋อตุง
นโยบายที่ได้รับการจับตามองคือการที่นายสีให้คำมั่นว่าจะปราบปรามการปัญหาทุจริตที่ระบาดไปทั่วทั้งสมาชิกพรรคระดับสูงและระดับล่าง โดยนายสีมีบทบาทสำคัญกับกรณีการจำคุกตลอดชีวิตอดีตนักการเมืองดาวรุ่ง "นายป๋อ ซีไหล"
นายลีเบอร์ธัลระบุว่า นายสีหวั่นเกรงเป็นอย่างยิ่งเกี่ยวกับความตกต่ำของพรรค การพยายามปกครองประเทศผ่านระบบพรรคเดียวที่ขาดความสามัคคีและมีแต่เรื่องทุจริตนั้นถือเป็น "สูตรของความล้มเหลว"
ดังนั้น นายสีจึงพยายามรื้อฟื้นประวัติศาสตร์ด้วยการรื้อฟื้นหลักปฏิบัติ เช่น "การประชุมเพื่อวิจารณ์ตนเอง" พร้อมกับนำแนวคิดแบบเหมา เจ๋อตุง มาใช้เพื่อให้พรรคใกล้ชิดกับประชาชนมากขึ้น
อย่างไรก็ตาม นโยบายปราบปรามการทุจริตดังกล่าว ยังไม่รวมการปฏิรูปอย่างเป็นระบบ อันเป็นสิ่งที่อาจสร้างความไม่พอใจต่อกลุ่มผลประโยชน์ผูกขาดที่ทรงอิทธิพลได้
ขณะที่ในมุมมองของอดีตเจ้าหน้าที่ระดับสูง "นายเป่า ถง" ซึ่งถูกตัดสินจำคุกจากคดีเหตุการณ์เรียกร้องประชาธิปไตยที่จตุรัสเทียนอันเหมินเมื่อปี 2532 นั้นระบุว่าความพยายามดังกล่าวไม่ใช่การปราบปรามที่แท้จริง แต่เป็นเพียงอาวุธปิดปากบรรดาผู้เห็นต่าง
นอกจากนั้น นายสี ซึ่งเคยพบปะกับประธานาธิบดีบารัก โอบามาแห่งสหรัฐเมื่อต้นปี ยังพยายามชูความเป็นชาตินิยมกลายๆ ด้วยวลีติดปาก "ความฝันของจีน" พร้อมแสดงท่าทีชัดเจนในข้อพิพาทดินแดนกับบรรดาเพื่อนบ้าน
นักวิชาการด้านการเมือง มองว่าการเคลื่อนไหวดังกล่าวอาจปกป้องเขาจากคำกล่าวหาในหมู่กองทัพและประชาชน ว่าผู้นำประเทศอ่อนแอ





