วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

เอเชียรออานิสงส์ ชาติตะวันตกฟื้นตัว

จีน-ไต้หวัน-เกาหลีใต้ เผยตัวเลขพีเอ็มไอทะยาน แต่ยังรอความหวังการฟื้นตัวของชาติตะวันตก

เมื่อวันที่ 1 พ.ย.ที่ผ่านมา จีน ไต้หวัน และเกาหลีใต้ ได้เปิดเผยข้อมูลที่แสดงให้เห็นถึงการฟื้นตัวของกิจกรรมการผลิต โดยดัชนีผู้จัดการจัดซื้อ (พีเอ็มไอ) ซึ่งเป็นมาตรวัดการผลิตอย่างเป็นทางการของจีน และเป็นตัวสะท้อนให้เห็นถึงการขยายตัวทางเศรษฐกิจ ทะยานขึ้นแตะระดับสูงสุดในรอบ 18 เดือนในเดือนต.ค. ที่ 51.4 จุด จาก 51.1 จุดในเดือนก.ย.

อย่างไรก็ดี ข้อมูลอื่นๆ แสดงให้เห็นถึงแนวโน้มที่สร้างความกังวลอยู่บ้าง โดยการส่งออกจากประเทศเหล่านี้ไปยังสหรัฐ ยุโรป และญี่ปุ่น ไม่ได้ขยายตัวอย่างแข็งแกร่งในระดับเดียวกับการฟื้นตัวของเศรษฐกิจชาติพัฒนาแล้ว

ยอดคำสั่งซื้อเพื่อการส่งออก ในดัชนีพีเอ็มไอของจีน ลดลงมาอยู่ที่ 50.4 จุด จาก 50.7 จุด หลังจากเมื่อเดือนก.ย.ที่ผ่านมา ตัวเลขส่งออกของจีนลดลง 0.3%

ขณะที่ไต้หวัน ผู้เล่นสำคัญในด้านซัพพลายเชนอิเล็กทรอนิกส์โลก เผยดัชนีพีเอ็มไอประจำเดือนต.ค. ลดลงอยู่ที่ 51.6 จุด จาก 52.6 จุดในเดือน ก.ย. จนก่อให้เกิดกระแสวิตกว่า การฟื้นตัวที่เกิดขึ้นเมื่อเร็วๆ นี้ ยังเปราะบาง โดยในไตรมาส 3 เศรษฐกิจไต้หวันขยายตัว 1.6% ต่ำกว่าที่คาดการณ์ไว้ เพราะการส่งออกซบเซา

ในขณะที่การเติบโตโดยรวมของภูมิภาคนี้สูงขึ้น แต่ข้อมูลเศรษฐกิจล่าสุดทำให้เกิดข้อกังขาในเรื่องที่ว่า เอเชียได้รับประโยชน์จากการขยายตัวของเศรษฐกิจในโลกตะวันตก เหมือนในอดีตหรือไม่ ส่วนหนึ่งเป็นเพราะความท้าทายในเศรษฐกิจสหรัฐ ที่ได้แรงหนุนจากการเฟื่องฟูของภาคพลังงานท้องถิ่น มากกว่าความต้องการของผู้บริโภค

นายฉวง ติง นักเศรษฐศาสตร์ จากซิตี อินเวสต์เมนท์ รีเสิร์ช ในฮ่องกง ระบุว่า เศรษฐกิจสหรัฐกำลังฟื้นตัวในแบบที่ไม่มีการนำเข้าสินค้าจากเอเชียมากเหมือนในอดีต เพราะผู้บริโภคพากันลดใช้จ่าย และออมเงินมากขึ้น ซึ่งตัวเลขการขาดดุลการค้าที่น้อยลงของสหรัฐ เป็นหลักฐานอย่างดีเรื่องการลดใช้จ่ายของผู้บริโภค

นอกจากเรื่องส่งออกแล้ว จีนยังเจอปัญหาค่าแรงขั้นต่ำที่สูงขึ้น ทำให้สินค้าที่ผลิตในบางประเทศบางชนิด มีราคาสูงขึ้นในตลาดตะวันตก ขณะเดียวกัน การส่งออกสินค้าตลาดบนก็ยังไม่สามารถแข่งขันกับสินค้าระดับเดียวกันจากชาติพัฒนาแล้วได้ จึงทำให้จีนต้องหันมาส่งออกสินค้าประเภทนี้ ไปยังตลาดเกิดใหม่อื่นๆ แทน

บรรดานักเศรษฐศาสตร์ ระบุด้วยว่า การปิดหน่วยงานของรัฐบาลสหรัฐเมื่อเดือนต.ค. ยังส่งผลกระทบต่อการส่งออกจากเอเชียด้วย

ปัจจัยด้านลบอีกอย่างหนึ่ง คือ เงินหยวนที่แข็งค่าขึ้น โดยในช่วง 12 เดือนที่ผ่านมา หยวนแข็งค่าขึ้นมาแล้ว 2.6% เมื่อเทียบกับดอลลาร์ ทำให้สินค้าส่งออกจากจีนมีราคาสูงขึ้นในต่างประเทศ

เศรษฐกิจอื่นๆ ในเอเชีย ก็ดูสั่นคลอนไม่แพ้กัน โดยในอินเดีย ประเทศเศรษฐกิจขนาดใหญ่อีกรายหนึ่ง ยังมีกิจกรรมการผลิตในเดือนก.ย.อ่อนแออยู่ และยอดสั่งซื้อใหม่ๆ ก็ลดลงต่อเนื่อง โดยในเดือนต.ค. ดัชนีพีเอ็มไอ เอชเอสบีซี ของอินเดีย อยู่ที่ 49.6 จุด ไม่เปลี่ยนแปลงจากเมื่อเดือนก.ย. และอยู่ในระดับหดตัวเป็นเดือนที่ 3 ติดต่อกัน

ขณะที่อินโดนีเซียนั้น แม้ดัชนีพีเอ็มไอ เอชเอสบีซี จะขยับขึ้นมาแตะระดับสูงสุดในรอบ 4 เดือน ที่ 50.9 จุด จากระดับ 50.2 จุดในเดือนก.ย. แต่ดุลการค้าของประเทศยังขาดดุลอยู่ 657.2 ล้านดอลลาร์ ตรงข้ามกับที่บรรดานักเศรษฐศาสตร์คาดการณ์ว่า อินโดนีเซียจะได้เปรียบดุลการค้าในเดือนก.ย.ราว 96.6 ล้านดอลลาร์