"จูเลียสแบร์"คาดเฟดลดคิวอีเม.ย.ปีหน้า มองปัญหาการเมืองอเมริกาไม่น่าห่วง เศรษฐกิจยังฟื้นได้ต่อเนื่อง หนุนดอลลาร์แข็งค่าตาม
ประเมินเศรษฐกิจยุโรปดีขึ้นกับจีนเริ่มมีเสถียรภาพ ในเอเชียยกเกาหลีใต้กับฟิลิปปินส์น่าลงทุนสุด ติงตลาดหุ้นไทยไร้เสน่ห์ผลประกอบการไม่ดีเทียบ 2 ปีที่ผ่านมา ชูหุ้นกู้ปตท.สผ.ราคาถูกน่าซื้อ
ขณะที่ทั่วโลกยังคงเฝ้าดูพัฒนาการนโยบายเศรษฐกิจการเงินและการเมืองสหรัฐ ซึ่งมีอิทธิพลต่อตลาดการเงินทั่วโลกว่า ช่วงรอยต่อสิ้นปีนี้ ไปจนถึงต้นปีหน้านั้น นายมาร์ค แมทธิวส์ กรรมการผู้จัดการ และหัวหน้าฝ่ายวิจัยเอเชีย ของ จูเลียสแบร์ วาณิชธนกิจชั้นนำของยุโรป ให้มุมมองน่าสนใจ ถึงแนวโน้มการปรับลดมาตรการเป็นนโยบายผ่อนคลายการเงิน (คิวอี) ของสหรัฐ ซึ่งเกี่ยวโยงไปถึงปัญหา 2 พรรคการเมืองสำคัญของอเมริกาไว้ดังนี้
เขาคิดว่า สหรัฐตอนนี้ อาจยังคงคิวอีอยู่ต่อไป แต่หลังจากธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ได้ประธานเฟดคนใหม่คือนางเจนเน็ต เยลเลน มารับตำแหน่งต่อจากนายเบน เบอร์นันเก้ อย่างเป็นทางการต้นปีหน้า เฟดอาจเริ่มลดคิวอีในเดือนเม.ย.ปีหน้า ซึ่งเหตุผล 3 ข้อที่ทำให้เฟดตัดสินใจลดคิวอี คือ ข้อแรกตลาดแรงงานดีขึ้น การว่างงานน้อยกว่า 7% ข้อที่สองเงินเฟ้อในสหรัฐใกล้ 2% และสุดท้ายเศรษฐกิจสหรัฐฟื้นตัวได้ในอัตราเร่ง
"เศรษฐกิจสหรัฐจะฟื้นตัวได้ต่อเนื่องจากนี้ไป แต่ระยะใกล้นี้ อาจไม่ฟื้นตัวแบบรวดเร็ว แต่จะหนุนให้ค่าเงินดอลลาร์ค่อยๆ แข็งค่าขึ้นตามธรรมชาติ ซึ่งเป็นการแข็งค่าตามการฟื้นตัวของเศรษฐกิจสหรัฐ"
เจรจาเพดานหนี้ไม่ก่อปัญหา
เมื่อถามถึงการซื้อเวลา เลื่อนการเจรจาขยายเพดานหนี้สาธารณะของสหรัฐออกไปอีก 1-2 เดือนข้างหน้า เขาให้ความเห็นว่า ไม่น่าจะเป็นปัญหา เพราะพรรครีพับลิกันไม่น่ามีแรงต่อรองอะไรมากมาย หากย้อนประวัติศาสตร์ปัญหาเพดานหนี้ของสหรัฐ พบว่าผ่านพ้นมาได้โดยตลอด และนับจากปี 2523 มีการยกเพดานหนี้มาแล้ว 42 ครั้ง ดังนั้นการยกเพดานหนี้อีกจึงไม่น่าจะเป็นปัญหา
ในระยะยาว พรรครีพับลิกันคงไม่มีอิทธิพลทางการเมืองสหรัฐมาก เพราะเป็นตัวแทนเฉพาะของคนผิวขาว ซึ่งคนผิวขาวส่วนใหญ่ที่เป็นฐานเสียงก็กำลังเข้าสู่วัยชรา ทำให้ฐานเสียงรีพับลิกันจะลดลงเรื่อยๆ เว้นแต่มีการปรับเปลี่ยนนโยบายพรรคใหม่ เพื่อให้สอดคล้องกับสังคมประชากรที่เปลี่ยนไป
ตรงข้ามกับพรรคเดโมแครตที่ได้เปรียบ เพราะคนอเมริกันที่เลือกพรรคนี้ มาจากหลากหลายกลุ่ม หลายเชื้อชาติและหลากหลายวัฒนธรรม และถือเป็นกลุ่มฐานเสียงเดโมแครต ซึ่งเป็นกลุ่มประชากรขยายตัวต่อเนื่อง และนายแมทธิวส์เองคิดว่า นายบารัก โอบามา ประธานาธิบดีสหรัฐคนปัจจุบัน เป็นผู้นำที่เก่งเพราะพูดเก่ง มีบุคคลิกดี จนบางคนเทียบเขาเหมือนนายจอห์น เอฟ. เคนเนดี้ อดีตประธานาธิบดีสหรัฐ
มองยุโรป-จีนเชิงบวก
นายแมทธิวส์ ยังมองแนวโน้มเศรษฐกิจยุโรปว่า เริ่มเห็นทิศทางบวก เพราะความมั่นใจของผู้บริโภคกับภาคธุรกิจเริ่มดีขึ้น ล้วนเป็นสัญญาณที่ดี ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นเพราะเยอรมนีเริ่มปรับเปลี่ยนท่าที จากการสั่งให้ประเทศต่างๆ ในยุโรปรัดเข็มขัด มาเป็นให้พวกประเทศยุโรปเป็นลูกหนี้ยืดเวลาชำระหนี้ได้นานขึ้น ผ่อนปรนเงื่อนไขต่างๆ
"เพราะผู้นำและรัฐมนตรีคลังเยอรมนี เริ่มตระหนักว่าเศรษฐกิจยุโรปอ่อนแอ จะทำให้เศรษฐกิจเยอรมนีแย่ตามไปด้วย อีกทั้งผู้นำเยอรมนีเพิ่งผ่านการชนะเลือกตั้ง จึงไม่กังวล หรือห่วงอะไรในการใช้นโยบายเข้มงวด เพื่อเอาใจฐานเสียง"
ด้านเศรษฐกิจจีน เขาคิดว่าน่าจะอยู่ระดับมีเสถียรภาพแล้ว หลังเผชิญภาวะการเติบโตชะลอตัว ส่วนหนึ่งเห็นได้จากการส่งออกดีขึ้น แม้ที่ผ่านมาบริษัทจีน อาจมีการตกแต่งตัวเลข บิดเบือนให้ข้อมูลไม่ตรงกับความจริง เพื่อให้ธนาคารเห็นว่าส่งออกได้มากขึ้น เพราะหวังเงินกู้จากธนาคาร ขณะที่การบริโภคในประเทศยังแข็งแกร่ง การนำเข้าในเดือนก.ย.เทียบส.ค.ปีนี้เพิ่มขึ้น 7.4%
ห่วงสินเชื่อ-แบงก์นอกระบบจีน
ผู้บริหารของจูเลียส แบร์ บอกว่า ปัญหาน่ากังวลของจีน คือสินเชื่อขยายตัวมากช่วงปี 2551-2555 ซึ่ง 4 ปีที่ผ่านมา สินเชื่อในจีนเพิ่มขึ้นถึง 110% ของจีดีพี อีกปัญหาที่น่าห่วงคือธนาคารนอกระบบ (shadow banking) มีสัดส่วน 40%ของจีดีพี ซึ่งธนาคารนอกระบบส่วนใหญ่ จัดตั้งธุรกิจพิเศษคอยบริหารสินทรัพย์ ปล่อยกู้ให้บริษัทกับรัฐบาลส่วนท้องถิ่น เพื่อไปซื้อที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งเขากังวลว่าหากเกิดความเสียหาย ไม่ชำระหนี้หรือเกิดฟองสบู่แตก จะทำให้รัฐบาลต้องเพิ่มทุนมหาศาลช่วยธนาคารนอกระบบเหล่านี้
ต่อข้อสงสัยเกี่ยวกับบทบาทของหยวน นายแมทธิวส์มองว่า หยวนจะค่อยๆ แข็งค่าขึ้น และรัฐบาลจีน ต้องการให้หยวนมีบทบาทมากขึ้นในเวทีโลก เพราะการเป็นมหาอำนาจโลก เงินหยวนต้องเป็นสกุลเงินหลักให้ได้ก่อน แต่คงอีกนาน เพราะตลาดตราสารหนี้ของจีนยังเล็ก และยังไม่ได้รับการพัฒนา สภาพคล่องในตลาดก็มีไม่มาก
เกาหลี-ฟิลิปปินส์น่าลงทุนสุด
ส่วนกลุ่มประเทศแถบเอเชียตะวันออก พบว่าช่วง 12 เดือนข้างหน้า ประเทศน่าลงทุนมากที่สุด เป็นเกาหลีใต้ เพราะมีธุรกิจกับอุตสาหกรรมที่สอดรับกับการเติบโตของเศรษฐกิจโลก ได้แก่ อุตสาหกรรมเหล็ก, ปิโตรเคมี และการต่อเรือ
ด้านกลุ่มประเทศแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อาเซียน) ยกให้ฟิลิปปินส์น่าลงทุนที่สุด เพราะมีประชากรวัยแรงงานมาก เมื่อเทียบกับประเทศอื่นรวมทั้งไทย ซึ่งไทยเป็นประเทศมีประชากรเข้าสู่วัยชรามากขึ้น ขณะที่ฟิลิปปินส์มีประชากรกว่า 10 ล้านคน ที่พูดภาษาอังกฤษได้ และไปทำงานต่างประเทศ เป็นแรงงานสร้างมูลค่าเพิ่มทำอาชีพสำคัญต่างๆ อย่างพยาบาลและแพทย์ได้มากขึ้น
เมื่อวิเคราะห์ถึงอินโดนีเซียกับอินเดีย ที่กำลังเผชิญปัญหาขาดดุลบัญชีเดินสะพัดอย่างหนัก นายแมทธิวส์ มองเป็นปัญหาที่ทำให้ทั้ง 2 ประเทศนี้ ไม่น่าเข้าไปลงทุน ขณะที่ไทยเกิดปัญหาขาดดุลบัญชีเดินสะพัดน้อยกว่า และฟิลิปปินส์ไม่มีการใช้นโยบายรัฐบาลเข้าไปแทรกแซง บิดเบือนกลไกตลาดอย่างที่รัฐบาลไทยทำในโครงการรับจำนำข้าว หรือที่รัฐบาลอินโดนีเซียเข้าไปอุดหนุนราคาน้ำมัน
"กรณีไทยใช้นโยบายรัฐแทรกแซงบิดเบือนกลไกตลาด แม้ไม่เป็นปัญหาร้ายแรงเหมือนที่อินโดนีเซียทำ หรือเกิดการขาดดุลมากอย่างอินโดนีเซีย แต่ก็ทำให้การจัดสรรงบประมาณไปไม่ถูกทาง เพราะรัฐควรเอาเงินไปส่งเสริมด้านการศึกษา หรือลงทุนด้านสาธารณะสุข"
ชี้ตลาดหุ้นไทยไม่เด่น
ผู้บริหารของจูเลียส แบร์ ประเมินตลาดหุ้นไทยว่า ตอนนี้ผ่านพ้นจุดเคยให้ผลตอบแทนสูงสุดมาแล้ว และหากย้อนดู 1-2 ปีที่ผ่านมาตลาดหุ้นไทย เป็นตลาดที่ให้ผลตอบแทนโดดเด่นที่สุด และจากนี้ไปผลประกอบการคงไม่ดีเหมือนช่วง 2 ปีที่ผ่านมา
เมื่อถามถึงการลงทุนประเภทใดน่าสนใจที่สุดในไทยขณะนี้ เขามองว่าตลาดตราสารหนี้ของไทยน่าลงทุน แต่ต้องเลือกลงทุน โดยเขาสนใจลงทุนหุ้นกู้เอกชน โดยเฉพาะหุ้นของปตท.สผ. เพราะราคาถูกและน่าซื้อ
ส่วนการลงทุนในทองคำตอนนี้ไม่น่าสนใจ เพราะอยู่ในช่วงขาลง และแม้ราคาทองคำเคยดีมากช่วงหนึ่ง โดยให้ผลตอบแทนดีกว่าตลาดทุน แต่เวลานี้ตลาดทุนกลับให้ผลตอบแทนดีกว่า





