"ยูเรก้า ดีไซน์" เปิดแผนรับมือเออีซี ตั้งโฮลดิ้งคัมปานีดูแลบริษัทย่อย เดินหน้ารุกต่างประเทศ กระจายการลงทุน
"ยูเรก้า ดีไซน์" เปิดแผนรับมือเออีซี เตรียมตั้ง "โฮลดิ้ง คัมปานี" ดูแลบริษัทย่อยในต่างแดน ตามแผนรุกต่างประเทศ กระจายความเสี่ยงการลงทุน เผยตั้งแต่ปี”55 พนักงานใหม่ที่รับภาษาอังกฤษต้องระดับดี รองรับประตูเออีซีเปิด วาดฝันภายในปี”58 ติดอันดับ 1 ใน 10 ของอาเซียน
นายนรากร ราชพลสิทธิ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการ บริษัท ยูเรกา ดีไซน์ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า การเปิดเสรีประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) ทำให้กฏกติกาในการดำเนินการต่างๆระหว่างประเทศ ง่ายขึ้นสะดวกขึ้น เช่น การไปจดจัดตั้งบริษัทที่ต่างประเทศ สามารถดำเนินการได้ง่ายกว่าแต่ก่อน
นอกจากนี้ ทำให้ลูกค้าที่อยู่ในแต่ละประเทศ เปิดใจยอมรับการทำธุรกิจกับประเทศต่างๆในกลุ่มเออีซี ด้วยกันเองมากขึ้น ส่งผลให้มีโอกาสทางธุรกิจใหม่ๆ เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
ส่วนการเตรียมความพร้อมของยูเรกา ในการตั้งรับการเปิดเออีซี นายนรากร กล่าวว่า การเปิดเออีซีนำมาซึ่งคู่แข่งใหม่ๆ ที่เดิมอยู่นอกภูมิภาคเออีซี ให้เข้ามาอยู่ในภูมิภาคเออีซี มากขึ้น ดังนั้นการแข่งขันจะสูงขึ้นด้วย โดยยูเรกา ได้เตรียมตัวเพื่อให้สามารถแข่งขันได้ ในหลายมิติด้วยกันคือ
1.การเตรียมความพร้อมด้านพนักงาน ซึ่งได้มีการวางแผนไว้ตั้งแต่ปี 2555 ซึ่งเน้นรับพนักงานที่สามารถสื่อสารภาษาอังกฤษได้เป็นหลัก 2.มีการปรับการสื่อสารภายในองค์กร เป็น 2 ภาษา (ไทยและอังกฤษ) 3. มีแผนธุรกิจที่จะไปขยายสาขาในต่างประเทศ เช่น อินโดนีเซีย และเวียดนาม ในปี 2557 เพื่อเป็นการกระจายความเสี่ยง และเตรียมการที่จะรุกตลาดต่างประเทศอย่างเต็มตัว และ 4.สร้างเครือข่ายพันธมิตร เพื่อร่วมมือกันทำงาน
เล็งตั้งโฮลดิ้งฯดูแลบริษัทย่อยอาเซียน
ส่วนแผนบุกตลาดในต่างประเทศ นายนรากร กล่าวว่า ในปี 2557 เตรียมเปิดสาขาใน อินเดีย อินโดนีเซียและเวียดนาม ซึ่งเตรียมจัดตั้ง โฮลดิ้ง คัมปานี ที่ประเทศสิงคโปร์ภายในปีนี้ เพื่อดูแลบริษัทฯย่อยในต่างประเทศ
สำหรับความคืบหน้าล่าสุด ยูเรกา เตรียมจัดตั้งบริษัทย่อย 4 แห่ง คือ 1. บริษัท ยูเรกา ดีไซน์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด เป็น โฮลดิ้ง คัมปานี ที่ประเทศสิงคโปร์ ภายในปี 2556 นี้ 2. บริษัท ยูเรกา ดีไซน์ อินโดนีเซีย กำหนดภายในเดือนเมษายน 2557 3. บริษัท ยูเรกา ดีไซน์ อินเดีย จำกัด กำหนดภายในเดือน กรกฎาคม 2557 และ 4. บริษัท ยูเรกา ดีไซน์ เวียดนาม จำกัด กำหนดภายในเดือน ตุลาคม 2557
สาเหตุที่บริษัทฯขยายธุรกิจไปยังต่างประเทศ เพื่อเป็นการขยายฐานรายได้และที่สำคัญเป็นการกระจายความเสี่ยงของธุรกิจด้วย ซึ่งคาดว่าสัดส่วนรายได้จากต่างประเทศในปี 2558 จะเพิ่มขึ้นเป็น 30% จากปัจจุบันที่มีสัดส่วน 12-15%
"เราเลือกตั้ง โฮลดิ้ง คัมปานี ที่สิงคโปร์ เพราะสิทธิประโยชน์ทางด้านภาษี ซึ่งปัจจุบันทีมที่ปรึกษากำลังอยู่ระหว่างศึกษากฏหมายต่างๆ โดยบริษัทดังกล่าวจะเข้ามาดูแลบริษัทฯที่ทำธุรกิจในต่างประเทศ ซึ่ง ยูเรกา มีแผนจัดตั้งสาขาที่อินโดนีเซีย,อินเดียและเวียดนามในปีหน้า โดยอินโดนีเซียจะเป็นประเทศแรกที่เราจะเข้าไปดำเนินการจัดตั้ง"
ตั้งเป้ารายได้ติดท็อป 10 อาเซียน
ส่วนผลประกอบการในไตรมาส 2 ของปี 2556 บริษัทมีรายได้รวม 94.9 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 25.5 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 36.7% เทียบช่วงเดียวกันปีก่อน ที่มีรายได้รวมอยู่ที่ 69.4 ล้านบาท ขณะเดียวกันมีกำไรสุทธิอยู่ที่ 11.58 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 9.86 ล้านบาท หรือ 573% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน กำไรสุทธิ 1.72 ล้านบาท
เป้าหมายรายได้ในปีนี้อยู่ที่ 400 ล้านบาท หรือขยายตัวไม่ต่ำกว่า 30% จากปีก่อนที่มีรายได้อยู่ที่ 306.3 ล้านบาท และวางเป้าหมายธุรกิจในช่วง 3 ปีข้างหน้า (ปี 2558) จะเป็นบริษัทฯที่มียอดขายติดอันดับ 1 ใน 10 ของอาเซียน จากปัจจุบันที่บริษัทฯ ติดอันดับ 1 ใน 5 ของประเทศไทย
วอนรัฐช่วยเอสเอ็มอีเจาะอาเซียน
ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการ บริษัท ยูเรกา ดีไซน์ ให้มุมมองทิ้งไว้อย่างน่าสนใจว่า ในอีก 3 ปีข้างหน้า จะมีการเคลื่อนย้ายสินค้า บริการ การลงทุน และแรงงานมีฝีมืออย่างเสรี หลายฝ่ายกังวลว่าเอสเอ็มอีบ้านเราจะแข่งขันไม่ได้ แต่ในความเป็นจริงแล้ว สิ่งที่น่ากังวลคือ ผู้ประกอบการรายใหญ่ เพราะต่างชาติคงไม่มาแข่งขันกับเอสเอ็มอีในประเทศ เนื่องจากตลาดต่างกัน และผู้ประกอบการรายใหญ่ของไทยเอง ก็ไม่สนใจมาแข่งกับเอสเอ็มอี เพราะตลาดมีขนาดเล็ก และเอสเอ็มอีก็มีการแข่งขันกันเองอยู่แล้ว
"การที่เอสเอ็มอีต่างชาติจะเข้ามา คงต้องใช้เวลาอีก 5-10 ปี จากนี้ไป และเมื่อเข้ามา ก็จะไม่ง่ายเลย เพราะทุกวันนี้ ตลาดที่เอสเอ็มอีครองอยู่นั้น เป็นตลาดที่มีขนาดเล็ก มีความเฉพาะ และอาศัยความสัมพันธ์กับลูกค้า อย่างแน่นหนา การจะมาเจาะ ก็คงไม่ง่าย"
อย่างไรก็ตาม หากมีเอสเอ็มอีธุรกิจใด ที่สามารถออกไปแข่งขันกับต่างชาติได้ สิ่งที่เราต้องการ เพื่อขอโอกาสที่เท่าเทียม คือ ขอให้ภาครัฐ ช่วยในการให้ข้อมูล การประสานงานต่างๆ หากทำเป็น ONE STOP SERVICE เพราะหากบริษัทขนาดใหญ่ของไทย ต้องการออกไปแข่งขันภายนอก บริษัทเหล่านั้น สามารถจ้างบริษัทที่ปรึกษา หรือมีหน่วยงาน BUSINESS DEVELOPMENT ที่จะดำเนินการในเรื่องต่างๆ ทุกด้านให้อยู่แล้ว และแทบจะไม่มีบริษัทใด หวังมาพึ่งพาบริการของภาครัฐ เพราะช้า แต่สำหรับเอสเอ็มอี เราคงไม่สามารถมีกำลังทำอย่างนั้นได้ ดังนั้นบทบาทของภาครัฐ ต้องเข้ามาช่วยในส่วนนี้อย่างจริงจัง และรวดเร็ว
"อย่าไปเสียเวลากับการจัดสัมมนาอยู่เลยครับ เอาเวลามาเตรียมคน เตรียมข้อมูล เมื่อเอสเอ็มอี เข้ามาปรึกษาแล้วสามารถให้ข้อมูลเชิงลึกได้เลย จะดีกว่าครับ หากทำอย่างนี้ได้ ก็เหมือนสถานีรถฟฟ้า มีลิฟท์ ให้คนพิการใช้นั่นแหละครับ เขาพิการแต่ก็สามารถใช้บริการรถไฟฟ้าได้ ไปไหนมาไหนได้เอง ไม่เป็นภาระคนอื่น เอสเอ็อี ก็เช่นเดียวกัน อยากได้โอกาสแบบนี้เหมือนกันครับ"





