ปัญหาการคลังยืดเยื้อระหว่างพรรคเดโมแครตและรีพับลิกัน ทำสหรัฐเสี่ยงปรับลดอันดับความน่าเชื่อถือ
การเล่นเกมการเมืองและความไม่แน่นอนที่เกิดขึ้นเนื่องจากการงัดข้อด้านการคลังที่ยืดเยื้อ ระหว่างพรรคเดโมแครตและรีพับลิกันนั้น อาจจะทำให้สถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือหลายรายปรับลดอันดับความน่าเชื่อถือของสหรัฐ
นายจาค็อบ เคิร์กการ์ด ผู้เชี่ยวชาญอาวุโสจากสถาบันปีเตอร์สัน อินสติติวท์ ฟอร์ อินเตอร์เนชันแนล อิโคโนมิคส์ เตือนว่า การปรับลดอันดับความน่าเชื่อของสหรัฐโดยสถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือต่างๆนั้น ใกล้ที่จะเป็นเรื่องจริงแล้ว เนื่องจากภาวะชะงักงันที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน
เมื่อเดือนสิงหาคม 2554 บริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อถือ สแตนดาร์ด แอนด์ พัวร์ส หรือ เอส แอนด์ พี ได้ตัดสินใจลดอันดับความน่าเชื่อสหรัฐลงมาจากระดับทริปเปิ้ลเอ ลงมาอยู่ที่ เอเอลบ (AA-) หลังจากที่ได้มีการขัดแย้งอย่างรุนแรงเรื่องการปรับเพิ่มเพดานหนี้ ซึ่งถือเป็นสัญญาณเตือนถึงประสิทธิภาพของระบบการเมืองสหรัฐในการบริหารจัดการหนี้สาธารณะที่สูงขึ้นของประเทศ
ในเหตุขัดแย้งครั้งใหม่นี้ รัฐบาลกลางสหรัฐต้องปิดหน่วยงานบางส่วนลงเป็นครั้งแรกในรอบ 17 ปี เมื่อวันที่ 1 ตุลาคมที่ผ่านมา และนายจาคอบ ลิว รัฐมนตรีคลังสหรัฐก็ได้ออกมาเตือนว่า จำเป็นต้องบรรลุข้อตกลงเรื่องเพดานหนี้ให้ได้ไม่เกินวันนี้
ล่าสุด ฟิทช์ เรทติ้งส์ ประกาศเครดิตพินิจเชิงลบต่ออันดับความน่าเชื่อถือของสหรัฐ โดยระบุว่าความล่าช้าในการปรับเพิ่มเพดานหนี้ จะทำให้เกิดความผันผวนและสร้างความเสียหายแก่ความน่าเชื่อถือของสหรัฐ
นายเคิร์กการ์ด ระบุว่า หากสหรัฐยังตกลงกันเรื่องเพดานหนี้ไม่ได้ภายในวันนี้ ทางการจะต้องจัดลำดับความสำคัญของการชำระหนี้และดอกเบี้ย และจะไม่มีการผิดนัดชำระหนี้
อย่างไรก็ดี นายเคิร์กการ์ด เตือนว่า เมื่อประเมินถึงการจัดลำดับความสำคัญของค่าใช้จ่ายดังกล่าว รัฐบาลจะต้องมีการลดรายจ่ายอื่นๆลงอย่างมาก เพื่อให้ยอดขาดดุลงบประมาณอยู่ในช่วง 3-4% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ หรือ จีดีพี
ยิ่งไปกว่านั้น หากรัฐบาลสหรัฐจำเป็นต้องจัดลำดับความสำคัญของรายจ่าย สหรัฐจะก้าวเข้าสู่ภาวะถดถอยอันเนื่องมาจากปัญหาด้านการคลัง แม้ว่าจะสามารถหลีกเลี่ยงการผิดนัดชำระหนี้ได้ก็ตาม
นักเศรษฐศาสตร์รายนี้ ย้ำว่า หากสถานการณ์ ข้างต้นเกิดขึ้นจริง ก็จะส่งกระทบเชิงลบที่รุนแรงต่อเศรษฐกิจโลกอย่างชัดเจนด้วย
ความเป็นไปได้ที่จะเกิดขึ้น คือ สหรัฐอาจกลับเข้าสู่สถานการณ์ที่คล้ายกับช่วงที่มีการหารือเรื่องโครงการให้ความช่วยเหลือสินทรัพย์ด้อยคุณภาพ หรือ ทาร์ป (TARP) อีกครั้งหนึ่ง เหมือนกับช่วงเดือนตุลาคม 2551 ซึ่งเป็นช่วงที่ตลาดการเงินมีปฏิกริยาที่เป็นลบอย่างมากต่อการปฏิเสธโครงการทาร์ปในครั้งแรก
แต่หลังจากอีก 4 วัน ก็มีการลงมติกันอีกครั้งเพื่ออนุมัติโครงการดังกล่าว คราวนี้ จึงคาดว่า น่าจะมีการตกลงกันได้ในสัปดาห์หน้าหรือหลังจากนั้น แต่เชื่อว่าตลาดจะต้องมีปฏิกริยาเชิงลบอย่างมากก่อน การตกลงจึงจะเกิดขึ้น





