เบื้องหลังอินเดียรับมือพายุแรงสุดในรอบ 14 ปี อพยพประชาชนกว่า 1 ล้านรน ก่อนโดนถล่ม คร่าชีวิตผู้คนน้อยกว่าที่คาด
ขณะที่ไซโคลนไพลิน ซึ่งเป็นพายุที่รุนแรงที่สุดในรอบ 14 ปี เคลื่อนข้ามอ่าวเบงกอลมาเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ข้าราชการท้องถิ่นของอินเดียยกหูโทรศัพท์มือเป็นระวิงเพื่อสั่งอพยพประชาชนเกือบ 1 ล้านคน
นายทาราดัตต์ ผู้บังคับบัญชากรมรายได้และจัดการภัยพิบัติในรัฐโอริสสา เล่าว่า เจ้าหน้าที่ได้บอกกับประชาชนว่ามีทางเลือกสองทางคือเสียชีวิตหรือรอดชีวิต แต่หากยังมีคนไม่ยอมอพยพ กฎหมายก็อนุญาตให้เจ้าหน้าที่ใช้กำลังได้
อินเดียเตรียมพร้อมรับมือสถานการณ์เลวร้ายที่สุด ในช่วงที่พายุไซโคลนไพลินพัดเข้าสู่รัฐโอริสสาและรัฐอานธรประเทศ ด้วยความเร็วลมกว่า 200 กิโลเมตรต่อชั่วโมง เพราะมีบทเรียนจาก 14 ปีก่อน ที่พายุลูกใหญ่เคยพัดถล่มพื้นที่แถบนี้ คร่าชีวิตผู้คนไปถึง 10,000 คน
แต่ปรากฏว่าในครั้งนี้ยอดผู้เสียชีวิตน้อยอย่างน่าประหลาดใจ ที่จำนวน 21 ราย
เจ้าหน้าที่จาก"เซฟ เดอะ ชิลเดรน" กล่าวว่า เป็นปาฏิหารย์อย่างแท้จริงที่จำนวนผู้เสียชีวิตไม่สูงนัก เพราะก่อนหน้านี้คาดว่าสถานการณ์จะเลวร้ายสุดๆ แต่สิ่งที่เกิดขึ้นสะท้อนว่าการลงทุนลงแรงในการเตรียมรับมือภัยพิบัติ ส่งผลกลับมาอย่างดี
นายกริชัน กุมาร ข้าราชการท้องถิ่นอาวุโส เล่าว่าก่อนพายุพัดขึ้นฝั่ง เขาไม่ได้นอนเลย 3 คืนและทำงานโดยไม่หยุดพัก เพื่อเตรียมที่พักพิงชั่วคราวในโรงเรียนและวัด พร้อมชักชวนให้ชาวบ้านอพยพออกจากบ้านเรือน
ในช่วง 2-3 ชั่วโมงก่อนพายุพัดขึ้นฝั่ง ปรากฏว่าประชาชน 350,000 คนที่อาศัยอยู่ห่างจากแนวชายฝั่งไม่เกิน 10 กิโลเมตร มีที่กำบังอย่างปลอดภัย และประชาชนกว่า 1 ล้านคนในสองรัฐทางภาคตะวันออก อพยพออกจากบ้านเรือนเรียบร้อยแล้ว
นายกุมารเป็นหนึ่งในข้าราชการที่เก่งและฉลาด แต่เผชิญอุปสรรคจากระบบที่ทำให้ข้าราชการไม่ค่อยกล้าตัดสินใจเอง นายกุมารบอกว่าเขาตระหนักดีว่าชีวิตของชาวบ้านขึ้นอยู่กับความกล้าในการฝืนวัฒนธรรมนี้
นายกุมาร ผู้เคยได้รับรางวัลจากนายกรัฐมนตรีเมื่อห้าปีก่อนในฐานะที่ช่วยอพยพเหยื่อผู้บาดเจ็บจากการปะทะกันระหว่างชาวคริสต์กับชาวฮินดู กล่าวว่าสิ่งแรกที่เขาตั้งคำถามคือ เขามีอำนาจโดยสมบูรณ์ที่จะตัดสินใจด้วยตนเองหรือไม่ จากนั้นเขาก็ให้อำนาจข้าราชการทั่วเขตกันจาม ให้ลงมือทำในสิ่งที่เหฌนว่าเหมาะสม รวมทั้งสั่งร้านค้าในหมู่บ้านให้เปิดร้านต่อไป เพื่อป้องกันการกักตุนอาหารและสำรองอาหารในสถานการณ์ฉุกเฉิน
นอกจากนี้ ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีตั้งแต่ปี 2532 ยังช่วยให้การพยากรณ์อากาศเป็นไปอย่างแม่นยำล่วงหน้า 7 วัน อีกทั้งการมาถึงของโทรศัพท์มือถือยิ่งสร้างความแตกต่างอย่างมหาศาล เพราะนายกุมารใช้โทรศัพท์ติดต่อกับเจ้าหน้าที่ในหมู่บ้านห่างไกล เพื่อสั่งให้กระจายข่าวเรื่องพายุ
อย่างไรก็ตาม นายกุมารกล่าวว่าความพยายามของเขาเพื่อลดความเสียหายนั้น เป็นเพียงส่วนหนึ่งในภาพรวมของระดับรัฐที่มีการเรียกข้าราชการกลับเข้าทำงานในช่วงเทศกาลวันหยุด และระดมหน่วยรับมือภัยพิบัติพร้อมอุปกรณ์หนัก รวมถึงเฮลิคตอปเตอร์ และเรือเพื่อบรรเทาทุกข์
ขณะที่มุขมนตรีรัฐโอริสสากล่าวว่ารัฐของเขาเรียนรู้บทเรียนจากพายุเมื่อ 14 ปีที่แล้ว และทำงานอย่างหนักเพื่อจัดวางระบบบริหารภัยพิบัติ เห็นได้จากคราวนี้ที่มีการอพยพชาวบ้านเป็นล้านคนภายในเวลาเพียง 36 ชั่วโมง





