วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

'หุ้น-เงิน'โลกพุ่ง คาดเฟดเลื่อนลดคิวอี'ยาว'

"หุ้น-เงิน"ทั่วโลกพุ่ง หลังเฟดมีมติไม่ปรับลดวงเงินคิวอี นักลงทุนแห่ซื้อสินทรัพย์เสี่ยง คาดศก.สหรัฐยังไม่ฟื้นตัว อีกนานกว่าจะปรับลดคิวอี

ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) แถลงว่ายังดำเนินมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ (คิวอี) ด้วยการซื้อพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐวงเงิน 4.5 หมื่นล้านดอลลาร์ และซื้อหลักทรัพย์ที่ได้รับการค้ำประกันจากสัญญาจำนอง (MBS) วงเงิน 4 หมื่นล้านดอลลาร์ รวมกัน 8.5 หมื่นล้านดอลลาร์ทุกเดือน เพื่อพยุงเศรษฐกิจ และยังไม่มีกำหนดเวลาในการปรับลด

จากมติของเฟด ตลาดหุ้นและสกุลเงินเอเชียทะยานขึ้นทั้งภูมิภาค โดยนักลงทุนจากจาการ์ตา มะนิลา ไปจนถึงโตเกียวและซิดนีย์ แห่ซื้อหุ้น เนื่องจากเฟดจะกระตุ้นเศรษฐกิจต่อไป

ดัชนี เอ็มเอสซีไอ (MSCI) สำหรับตลาดหุ้นเอเชีย-แปซิฟิก ยกเว้น ญี่ปุ่น พุ่งขึ้น 2.4% เมื่อวานนี้ แตะระดับสูงสุดรอบ 4 เดือน

ตลาดหุ้นอินโดนีเซียทะยานขึ้น 4.5%, ฟิลิปปินส์ดีดตัวขึ้น 2.81%, ออสเตรเลียพุ่งขึ้น 1% และญี่ปุ่นปรับตัวขึ้น 1.8%

หุ้นยุโรปพุ่งขึ้นในการซื้อขายช่วงแรกในวานนี้ หลังจาก ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) สร้างความประหลาดใจให้แก่ตลาดด้วยการคงมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจต่อไป ซึ่งทำให้ดัชนีหุ้นยุโรปพุ่งแตะระดับสูงสุดในรอบหลายปี

ดัชนี DAX ตลาดหุ้นเยอรมนีพุ่งทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์, ดัชนี CAC ตลาดหุ้นฝรั่งเศส และดัชนี FTSEurofirst 300 ของหุ้นกลุ่มบลูชิพทั่วยุโรป พุ่งแตะระดับสูงสุดในรอบ 5 ปี ส่วนดัชนี Euro STOXX 50 พุ่งแตะระดับสูงสุดนับตั้งแต่เดือนพ.ค. 2551

นักวิเคราะห์กล่าวว่า มีโอกาสมากขึ้นที่อัตราดอกเบี้ยของสหรัฐ จะอยู่ในระดับต่ำต่อไป เนื่องจากมีข่าวจากทำเนียบขาวว่า นางเจเน็ต เยลเลน รองประธานเฟด เป็นตัวเก็งที่จะดำรงตำแหน่งประธานเฟดต่อจากนายเบน เบอร์นันเก้ ซึ่งจะครบวาระในเดือนม.ค. ปีหน้า

นักวิเคราะห์กล่าวว่า เฟดยังคงผ่อนคลายเป็นพิเศษ ซึ่งไม่ได้เพียงเลื่อนการปรับลดมาตรการกระตุ้นออกไปอีก 3 เดือน แต่สถานการณ์ที่เกิดขึ้นยังเป็นการเปิดช่องสำหรับการใช้มาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณรอบ 3 ที่ยาวนานขึ้นด้วย และอาจจะทำให้การขึ้นอัตราดอกเบี้ยล่าช้าออกไปอีก

เฟดชี้เพดานหนี้สหรัฐเป็นสำคัญ

ปัญหางบประมาณของรัฐบาลสหรัฐ เป็นปัจจัยหนึ่งในการตัดสินของเฟด โดยเฟดมองว่านอกจากเศรษฐกิจยังไม่แข็งแกร่ง ยังแสดงความวิตกเกี่ยวกับมาตรการรัดเข็มขัดของรัฐบาลที่กำลังส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจ ขณะที่ภาวะชะงักงันทางการเมืองมีแนวโน้มจะส่งผลให้มีการปิดหน่วยงานรัฐบาลและมีการผิดนัดชำระหนี้ ซึ่งเพิ่มความเสี่ยงต่อตลาดและการขยายตัวทางเศรษฐกิจ

นายเบน เบอร์นันเก้ ประธานเฟด กล่าวในการแถลงข่าวว่า "เป็นเรื่องสำคัญอย่างมากที่สภาคองเกรสและรัฐบาลจะทำงานร่วมกันเพื่อหาทางรับประกันว่ารัฐบาลจะได้รับเงินทุน และจะยังคงมีการให้บริการสาธารณะ ซึ่งรัฐบาลสามารถมีงบชำระ"

นายเบอร์นันเก้ ได้บ่งชี้ถึงสัญญาณเศรษฐกิจที่สดใส อาทิ การลดลงของจำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานและจำนวนชั่วโมงทำงานที่เพิ่มขึ้น แต่ระบุว่า ภาวะดังกล่าวเกิดขึ้นแม้มีการปรับขึ้นภาษี และการปรับลดงบประมาณ ซึ่งมีแนวโน้มที่จะลดการจ้างงานลงหลายแสนรายในปีนี้

เส้นตายแผนรายจ่ายใหม่เดือนนี้

มาตรการรัดเข็มขัดได้ช่วยลดยอดขาดดุลงบประมาณลง ซึ่งรัฐบาลสหรัฐใกล้ถึงกำหนดเส้นตายสิ้นเดือนนี้ที่จะอนุมัติแผนการใช้จ่ายใหม่ของรัฐบาล ซึ่งหากพลาดกำหนดเส้นตายดังกล่าวก็จะส่งผลให้มีการปิดหน่วยงานของรัฐบาลกลาง และจะมีเงินหลายพันล้านดอลลาร์ไหลออกจากระบบเศรษฐกิจ

รัฐบาลสหรัฐจะหมดเงินและผิดนัดชำระหนี้อย่างเร็วที่สุดหลังกลางเดือนต.ค. หากสภาคองเกรสไม่อนุมัติเพิ่มเพดานการกู้ยืมเพื่อชำระหนี้ของประเทศ

นายเบอร์นันเก้ กล่าวว่า การตัดสินใจชะลอการปรับลดการซื้อพันธบัตรนั้นเป็นผลส่วนหนึ่งมาจากความไม่แน่นอนเกี่ยวกับการอภิปรายด้านการคลังในขณะนี้

การปิดหน่วยงานรัฐบาลหรือความล้มเหลวในการเพิ่มเพดานหนี้อาจส่งผลกระทบที่รุนแรงต่อตลาดการเงินและเศรษฐกิจ" เขากล่าว

ชี้เป็นปัจจัยให้เฟดชะลอ

นักเศรษฐศาสตร์บางรายระบุว่า ความวิตกเกี่ยวกับนโยบายการคลังอาจทำให้เฟดชะลอการปรับลดการซื้อพันธบัตรจนกว่าจะถึงเดือนธ.ค. โดยเฟดจะประชุมครั้งถัดไปในวันที่ 29-30 ต.ค. และมีความเป็นไปได้ที่สหรัฐอาจยังคงเผชิญกับภาวะชะงักงันด้านนโยบายงบประมาณในเวลานั้น

สมาชิกพรรครีพับลิกันในสภาคองเกรส ต้องการผูกเรื่องการเพิ่มเพดานหนี้เข้ากับการลดขนาดโครงการประกันสุขภาพของรัฐบาล อย่างไรก็ตาม ทำเนียบขาวระบุว่าจะไม่เจรจาต่อรองเกี่ยวกับเพดานหนี้ที่ระดับ 16.7 ล้านล้านดอลลาร์

ค่าเงินดอลลาร์ร่วง

ปัจจัยดังกล่าวทำให้ดอลลาร์ดิ่งลงเมื่อเทียบกับสกุลเงินอื่น โดยยูโรพุ่งขึ้นมาที่ 1.3524 ดอลลาร์ หลังจากที่ทะยานขึ้น 1.2% เมื่อวานนี้ แตะระดับสูงสุดในรอบเกือบ 8 เดือน

ดัชนีดอลลาร์ดิ่งลง 1.1% ในเวลาไม่ถึง 24 ชั่วโมง แตะระดับต่ำสุดนับตั้งแต่เดือนก.พ.

รูปีพุ่งแตะระดับสูงสุดในรอบเกือบ 5 สัปดาห์ในวันนี้ และนำสกุลเงินของตลาดเกิดใหม่ในเอเชียพุ่งขึ้น หลังจาก ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) สร้างความประหลาดใจให้แก่นักลงทุน ด้วยการเลื่อนการปรับลดมาตรการกระตุ้นทางการเงิน ซึ่งทำให้กระแสเงินทุนไหลเข้ามาในภูมิภาค

รูปีพุ่งขึ้นถึง 2.8% แตะระดับ 61.64 ต่อดอลลาร์ ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่วันที่ 16 ส.ค. ขณะที่คาดว่าการตัดสินใจของเฟดจะทำให้ธนาคารกลางอินเดียมีความยืดหยุ่นในการปรับลดมาตรการคุมเข้มที่ได้ดำเนินการเพื่อทำให้รูปีมีเสถียรภาพ

ริงกิตแข็งค่าต่อเนื่องแตะระดับสูงสุดในรอบ 3 เดือนจากแรงซื้อของกองทุน และกองทุนเฮดจ์ฟันด์

เปโซ ปิดตลาดที่ระดับ 43.05 ต่อดอลลาร์ ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่วันที่ 1 ก.ค. จากแรงซื้อของกองทุนต่างประเทศ

ทองยืนเหนือ2หมื่น-น้ำมันพุ่ง

ราคาทองสปอตพุ่งขึ้นมาที่ 1,366.54 ดอลลาร์ต่อออนซ์ โดยพุ่งขึ้นกว่า 60 ดอลลาร์ จากช่วงเช้าวานนี้ ส่วนทองแดงทะยานขึ้น 1.6% มาที่ 7,300 ดอลลาร์

ราคาทองคำแท่งในประเทศวานนี้ กลับมาปิดที่ระดับบาทละ 20,000 บาท ได้อีกครั้ง เช่นเดียวกับโกลด์ฟิวเจอร์ส หลังจากได้แรงหนุนจากการอ่อนค่าของดอลลาร์ และแรงซื้อทองคำ จากมติเฟด

นักวิเคราะห์และผู้ค้าทอง คาดว่าราคาทองในตลาดโลกในระยะสั้น ขึ้นทดสอบแนวต้านที่บริเวณ 1,400-1,450 ดอลลาร์ต่อออนซ์ได้ จึงให้หาจังหวะเข้าซื้อทองคำ หรือเปิดสถานะซื้อ (long) โกลด์ฟิวเจอร์ส ในช่วงที่ราคามีการย่อตัวลงมาระหว่างวัน

ราคาทองคำแท่งในประเทศ วานนี้ ปรับราคาทั้งสิ้น 5 ครั้ง โดยล่าสุดอยู่ที่ 20,000 บาท เพิ่มขึ้น 450 บาท จากวันก่อนหน้า และในระหว่างวันขึ้นไปสูงสุดที่ 20,100 บาท

ขณะที่ราคาน้ำมันดิบเบรนท์พุ่งขึ้นแตะ 111.20 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลในช่วงบ่าย จากระดับต่ำสุดที่ 107.64 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลเมื่อวานนี้ ขณะที่ราคาน้ำมันดิบนิวยอร์กพุ่งแตะระดับ 108.83 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล เทียบกับ 105.32 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ในช่วงเช้าวานนี้