วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

ข้อตกลงอาวุธเคมีช่วยซื้อเวลาให้'อัสซาด'

ข้อตกลงในประเด็นการควบคุมอาวุธเคมีของประธานาธิบดีบาชาร์ อัล-อัสซาด ระหว่างรัสเซียกับสหรัฐ ช่วยต่ออายุทางการเมือง-ทางการทหารผู้นำซีเรีย

ข้อตกลงดังกล่าวซึ่งบรรลุผลภายใต้บรรยากาศการขู่โจมตีทางอากาศจากสหรัฐ และหลังจากนั้นก็มีรัสเซียเข้ามาช่วยไกล่เกลี่ย ถือเป็นสิ่งที่นายอัสซาดจำต้องยอมเสี่ยง และเป็นข้อเท็จจริงซึ่งอาจอธิบายการไม่ออกมาแสดงท่าทีจากซีเรียหลังจากที่มีการประกาศบรรลุข้อตกลง

ในข้อตกลงซึ่งกำหนดให้นายอัสซาดยอมส่งมอบคลังอาวุธเคมีให้อยู่ในการควบคุมของนานาชาติซึ่งรัฐบาลของเขาได้ยอมรับเงื่อนไขดังกล่าวเมื่อสัปดาห์ก่อน ช่วยคลายความวิตกทั้งกรณีความได้เปรียบทางการทหารต่อกลุ่มต่อต้านภายในประเทศ และอุปสรรคที่มากที่สุดต่อการโจมตีใดๆจากศัตรูของซีเรียอย่างอิสราเอล แต่ในระยะสั้น อย่างน้อยความคิดริเริ่มของรัสเซียก็ถือเป็นของขวัญสำหรับนายอัสซาด

นอกจากนี้ ข้อตกลงดังกล่าวยังช่วยยกเลิกภัยคุกคามทางการทหารจากสหรัฐ และยังทำให้รัฐบาลของเขามีบทบาทสำคัญอย่างมากเกี่ยวกับการให้ความช่วยเหลือในการทำลายคลังอาวุธเคมีในช่วงไม่กี่เดือนข้างหน้า

นักวิเคราะห์จากเครือบริษัทที่ปรึกษายูเรเซีย "นายอายัม คาเมล" กล่าวว่า สิ่งที่เห็นในเวลานี้คือระบอบการปกครองที่กลับมามีความชอบธรรมอีกครั้ง ไม่ใช่เพียงแค่นายอัสซาดเท่านั้นแต่ยังรวมถึงปัจจัยแวดล้อมทั้งหมด และในอนาคตอันใกล้นี้ รัฐบาลของซีเรียจะกลายเป็นผู้เจรจารายสำคัญสำหรับประชาคมโลก

นับตั้งแต่ช่วงแรกๆของเหตุการณ์ลุกฮือในซีเรียเมื่อปี 2554 ซึ่งได้ลุกลามกลายเป็นสงครามกลางเมืองจนทำให้มีผู้เสียชีวิตไปแล้ว 100,000 ราย สหรัฐก็ได้เรียกร้องให้นายอัสซาดลงจากตำแหน่งมาโดยตลอด

ทั้งนี้ สหรัฐ สหภาพยุโรป และประเทศคู่อริในตะวันออกกลางของซีเรียต่างมองว่าจะมีการโค่นล้มรัฐบาลของนายอัสซาดด้วยวิธีการหลายรูปแบบในอนาคตอันใกล้

ก่อนหน้านี้ ทางการสหรัฐเคยประณามรัฐบาลซีเรียเมื่อเดือนธันวาคม 2554 ว่าไม่ต่างอะไรกับศพเดินได้ที่ปราศจากหัวใจ และเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา กระทรวงต่างประเทศสหรัฐก็ยืนกรานว่าข้อตกลงเกี่ยวกับอาวุธเคมีไม่ได้เปลี่ยนจุดยืนของรัฐบาสหรัฐที่มองว่า "นายอัสซาดขาดความชอบธรรมและไม่อาจปกครองซีเรียได้อีกต่อไป"

ถึงแม้รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐ "นายจอห์น เคอร์รี่" จะกล่าวว่าการทำลายอาวุธเคมีของซีเรียจะต้องเสร็จสิ้นภายในกลางปีหน้า แต่จากกรณีการปลดอาวุธเคมีและชีวภาพของอิรักโดยสหประชาชาติหรือยูเอ็นในช่วงทศวรรษที่ 90 แสดงให้เห็นว่าขั้นตอนดังกล่าวอาจจะยืดเยื้อออกไปอีก

ทางการสหรัฐเชื่อว่าซีเรียมีอาวุธเคมีปริมาณ 1,000 ตัน ซึ่งรวมถึงก๊าซมัสตาร์ดและก๊าซประเภททำลายประสาท เช่น ซาริน และยังได้ระบุสถานที่ 45 แห่งที่เกี่ยวข้องกับโครงการอาวุธเคมี

แม้ว่าสถานที่ดังกล่าวจะอยู่ภายใต้การควบคุมของกองทัพของนายอัสซาด แต่สงครามกลางเมืองซีเรียจะทำให้เกิดความยุ่งยากต่อภารกิจทำลายวัตถุเคมีดังกล่าวได้โดยปลอดภัย ซึ่งหากรัฐบาลซีเรียมีความจริงใจที่จะทำลายอาวุธเคมีก็อาจมีเวลาเหลือเฟือในการดำเนินการให้ลุล่วงไปได้