ซีเรียเรียกร้องสหประชาชาติยับยั้งการโจมตีของสหรัฐ หลัง โอบามา ระบุว่าซีเรียใช้อาวุธเคมีสังหารพลเรือน
ซีเรียเรียกร้องสหประชาชาติหรือยูเอ็นให้ป้องกันไม่ให้เกิด "การรุกรานใดๆ" ต่อซีเรีย หลังจากประธานาธิบดีบารัก โอบามา ออกมาเรียกร้องเมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ให้มีการโจมตีเพื่อลงโทษกองทัพของซีเรียกรณีใช้อาวุธเคมีสังหารพลเรือนเมื่อเดือนก่อน
รัฐบาลสหรัฐแถลงว่า มีชาวซีเรียกว่า 1,400 ราย ซึ่งจำนวนมากเป็นเด็ก เสียชีวิตจากการใช้อาวุธเคมีครั้งเลวร้ายที่สุดนับตั้งแต่อดีตผู้นำอิรัก "นายซัดดัม ฮุสเซน" ใช้แก๊สพิษสังหารชาวเคิร์ดเมื่อปี 2531
ปฏิบัติการใช้กำลังทหารของสหรัฐจะถูกนำเข้าสู่สภาคองเกรสเพื่อให้มีการลงมติทางใดทางหนึ่ง ซึ่งจะมีการเปิดประชุมสภาอีกครั้งในวันที่ 9 กันยายนนี้ ทำให้ประธานาธิบดีของซีเรีย "นายบาชาร์ อัล-อัสซาด" มีเวลาเตรียมตัวรับมือกับการโจมตีที่อาจเกิดขึ้น และหาแนวร่วมจากนานาชาติในการต่อต้านการใช้กำลังทหารแทรกแซงประเทศตน
สำนักข่าวเอสเอเอ็นเอของทางการซีเรียรายงานว่า เอกอัครราชทูตซีเรียประจำยูเอ็น "นายบาชาร์ จาอาฟารี่" ได้ส่งจดหมายถึง "นายบัน คี-มุน" เลขาธิการยูเอ็นและ "นางมาเรีย คริสตินา เปร์เซบัล" ประธานคณะมนตรีความมั่นคงแห่งยูเอ็น โดยเรียกร้องให้นายบัน แบกรับภาระหน้าที่ในการยับยั้งไม่ให้เกิดการรุกรานใดๆต่อซีเรีย และผลักดันให้มีการใช้การเมืองแก้ปัญหาวิกฤติการณ์ในประเทศ
นอกจากนี้ นายจาอาฟารี่ยังเรียกร้องให้คณะมนตรีความมั่นคงแห่งยูเอ็นรักษาบทบาทของตัวเองในฐานะเป็นกลไกด้านความมั่นคงในการป้องกันไม่ให้มีการใช้กำลังทหารนอกกรอบหลักกฎหมายสากลอย่างไร้เหตุผล
เขายังกล่าวว่า สหรัฐควรมีบทบาทในฐานะผู้สนับสนุนสันติภาพและให้ความร่วมมือกับรัสเซียในการเตรียมพร้อมจัดการประชุมนานาชาติเกี่ยวกับปัญหาในซีเรีย และไม่ควรเป็นแสดงบทบาทเป็นรัฐที่ใช้กำลังทหารประเทศใดก็ตามที่เห็นต่างกับนโยบายของตัวเอง
ซีเรียปฏิเสธว่าไม่ได้ใช้อาวุธเคมี พร้อมทั้งกล่าวหาว่าเป็นฝีมือของกลุ่มกบฎซึ่งก่อสงครามกลางเมืองเพื่อโค่นล้มนายอัสซาดมาเป็นเวลา 2 ปี และมีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 100,000 รายจากความขัดแย้งดังกล่าวที่เริ่มขึ้นตั้งแต่เดือนมีนาคม 2554 หลังจากมีการประท้วงต่อต้านการปกครองโดยตระกูลอัสซาดที่ครองอำนาจมา 40 ปี





