วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

เศรษฐกิจจีนเสี่ยงตามรอยญี่ปุ่น

หลังจากที่เดินตามรอยญี่ปุ่นมานานหลายทศวรรษ ในการใช้การส่งออกเป็นตัวขับเคลื่อนเศรษฐกิจ

ดูเหมือนว่าจีนกำลังตกอยู่ในภาวะเสี่ยงอันตราย ที่จะเกิดสู่วิกฤติเศรษฐกิจในรูปแบบเดียวกับที่เกาะติดญี่ปุ่นมาแล้ว 20 ปี และญี่ปุ่นกำลังหาทางสลัดทิ้งไป

บรรดานักเศรษฐศาสตร์ ระบุว่า จีนกำลังดิ้นรนเพื่อให้หลุดพ้นจากพฤติกรรมที่เคยชิน ที่นำแบบอย่างมาจากประเทศเพื่อนบ้าน ไม่ว่าจะเป็น การพึ่งพาการขยายตัวของภาคส่งออก และการลงทุนที่ได้แรงหนุนจากการปล่อยสินเชื่อ ซึ่งทำให้เศรษฐกิจขาดความสมดุล

การลงทุนจำนวนมหาศาลในภาคอสังหาริมทรัพย์ และอุตสาหกรรมต่างๆ ของจีน กำลังสูญเสียความได้เปรียบด้านต้นทุนอย่างรวดเร็ว ไล่ตั้งแต่ธุรกิจเหมือง และเครื่องใช้ไฟฟ้า ไปจนถึงรถยนต์และสิ่งทอ จากค่าแรงที่เพิ่มขึ้น ทำให้ผลตอบแทนจากการลงทุนลดน้อยลง

ในช่วงที่เศรษฐกิจชะลอตัวลงนั้น ดูเหมือนว่าประธานาธิบดีสี จิ้นผิง และนายกรัฐมนตรีหลี่ เค่อเฉียง ได้ตัดสินใจที่จะเลี่ยงการเกิดวิกฤติการเงินในแบบเดียวกับสหรัฐ ที่สุดท้ายแล้วต้องเจอกับภาวะล้มละลายเป็นวงกว้าง และสูญเสียงานจำนวนมาก

อย่างไรก็ดี นักเศรษฐศาสตร์ เตือนว่า ความพยายามหลีกเลี่ยงวิกฤติดังกล่าวอาจทำให้ภาครัฐต้องเข้าอุ้มภาคธุรกิจที่มีปัญหา และสกัดความพยายามที่จะทำให้การขยายตัวทางเศรษฐกิจเป็นไปอย่างยั่งยืน แต่จะทำให้เกิดธนาคาร และบริษัทประเภท "ผีดิบ" ขึ้นมา ซึ่งเคยทำให้เศรษฐกิจญี่ปุ่นไม่มีการเคลื่อนไหวมาแล้ว

นอกจากนี้ การที่จีนมีอัตราประชากรสูงวัยเพิ่มขึ้นเร็วกว่าญี่ปุ่น ทำให้บรรดานักเศรษฐศาสตร์วิตกว่า จีนอาจกำลังพยายามทำสิ่งที่เป็นไปไม่ได้โดยหัวหน้านักเศรษฐศาสตร์เอเชียจากมอร์แกน สแตนเลย์ ในฮ่องกง "นายเชตัน อาห์ยา" กล่าวว่า มีคนจำนวนมากที่ไม่ยอมรับในเรื่องนี้ เพราะพากันคิดว่าเรื่องสถิติประชากรไม่ใช่เรื่องสำคัญ

นายอาห์ยา ยังแสดงความวิตกในเรื่องความเสี่ยงที่จีนจะเจอกับภาวะเงินฝืดด้วย

แม้ปัญหาเงินฝืดอาจดูเหมือนไม่น่าจะเกิดขึ้นในเศรษฐกิจที่ยังมีอัตราขยายตัว 7.5% และดัชนีราคาผู้บริโภคก็เพิ่มขึ้น 2.7% ต่อปี แต่นักเศรษฐศาสตร์ต่างเตือนว่า เมื่อพิจารณาในหลายๆ ด้านแล้ว จีนกำลังอยู่ในสถานะเดียวกับญี่ปุ่นในปี 2532 หรือ 2 ปีก่อนที่เศรษฐกิตญี่ปุ่นจะตกต่ำลงมา

จีนก็เหมือนกับญี่ปุ่น ที่ยังต้องพึ่งพาธนาคาร ในการจัดสรรเงินลงทุนไปให้กับอุตสาหกรรมส่งออก เพื่อสร้างงาน และพัฒนาการเงิน ในทางกลับกัน ก็มีการควบคุมอัตราดอกเบี้ย เพื่อรับประกันว่าธนาคารต่างๆ จะทำกำไรได้อย่างแข็งแกร่ง และเนื่องจากเงินกู้ที่ทำกำไรได้มากที่สุด คือเงินกู้ที่ให้กับผู้กู้ที่มีความเสี่ยงน้อยที่สุด บรรดาธนาคารจึงมุ่งที่จะปล่อยกู้ให้กับบริษัทรายใหญ่ของรัฐ

จีนยังทำแบบเดียวกับที่ญี่ปุ่นทำในช่วงทศวรรษ 80 โดยพยายามที่จะแก้ไขปัญหาดังกล่าว ด้วยการปล่อยเสรีภาคการเงินบางส่วนทำให้เกิดช่องทางการเงินใหม่ ตลาดพันธบัตร และการปล่อยกู้ของธุรกิจที่ไม่ใช่สถาบันการเงิน ซึ่งทำให้เกิดสถานการณ์เดียวกับญี่ปุ่นเคยเจอมา คือ ธนาคารปล่อยกู้มากขึ้น และเป็นการปล่อยกู้อย่างไม่รอบคอบเพิ่มมากขึ้นด้วย จนทำให้เกิดฟองสบู่อสังหาริมทรัพย์ ทั้งสถานการณ์ยังเลวร้ายลงไปอีกในปี 2552 เมื่อจีนประกาศแผนกระตุ้นสินเชื่อมูลค่า 4 ล้านล้านหยวน เพื่อป้องกันผลกระทบจากวิกฤติโลก

เจพี มอร์แกน เชส ฮ่องกง ระบุว่า ในขณะที่ญี่ปุ่นต้องเจอกับสัดส่วนจำนวนสินเชื่อต่อจีดีพีที่ขยายตัวขึ้นจาก 127% มาอยู่ที่ 176% ในช่วงระหว่างปี 2523 ถึง 2533 ยอดสินเชื่อของจีนก็เพิ่มขึ้นจาก 105% ในปี 2543 มาเป็น 187% ของจีดีพีเมื่อปีที่ผ่านมา