ผลการสำรวจครั้งใหม่ชี้ จำนวนชาวยุโรปที่ไม่เชื่อมั่นในสหภาพยุโรป เพิ่มขึ้นสองเท่าในช่วงหกปีที่ผ่านมา และสูงทำลายสถิติ
วิกฤติเศรษฐกิจ อัตราว่างงานที่สูงเป็นประวัติการณ์ และการเข้ากอบกู้ 5 ชาติในยูโรโซน ส่งผลต่อสถานภาพของสหภาพยุโรป (อียู) ซึ่งเมื่อปีที่แล้วเพิ่งได้รางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ
ยูโรบารอมิเตอร์ บริการสำรวจความคิดเห็นประชาชนของคณะกรรมาธิการยุโรป เผยแพร่ผลการสำรวจความคิดเห็นประชาชน ที่ระบุว่าชาวยุโรป 60% มีแนวโน้มไม่เชื่อมั่นในอียู เปรียบเทียบกับเมื่อต้นปี 2550 อันเป็นช่วงก่อนเกิดวิกฤติการเงินโลกและวิกฤติหนี้ยูโรโซน ซึ่งจำนวนผู้ไม่เชื่อมั่นอยู่ที่ 32%
ไซปรัส ซึ่งได้รับการช่วยเหลือทางการเงินช่วงต้นปีโดยต้องรีดภาษีเงินฝาก มีประชาชนไม่เชื่อมั่นอียูมากที่สุด 83% ส่วนกรีซซึ่งมีปัญหาเศรษฐกิจถดถอย การว่างงานสูง และรัฐบาลตัดงบประมาณตามคำสั่งของอียู กองทุนการเงินระหว่างประเทศ และธนาคารกลางยุโรป ปรากฏว่าประชาชน 80% ไม่เชื่อมั่นในอียู
นอกจากนั้น ชาวอังกฤษก็ผิดหวังมากขึ้น โดยประชาชน 68% กล่าวว่ามีความเชื่อมั่นต่ออียูน้อยมาก ส่วนเงินยูโร อันเป็นเงินสกุลเดียวที่ใช้กันใน 17 ประเทศสมาชิก แต่อังกฤษไม่ได้เป็นสมาชิกนั้น ปรากฏว่าชาวอังกฤษให้การสนับสนุนน้อยที่สุดในอียูที่ 15%
ความเห็นของชาวอังกฤษมีขึ้นขณะที่นายกรัฐมนตรีเดวิด คาเมรอน ให้คำมั่นว่าจะจัดการลงประชามติภายในปี 2560 ว่าอังกฤษจะถอนตัวออกจากการเป็นสมาชิกอียูหรือไม่
สำหรับในประเด็นเกี่ยวกับอนาคตนั้น ปรากฎว่าชาวยุโรปเกือบครึ่งหนึ่งกล่าวว่าพวกเขาหมดหวังต่ออนาคตของอียู ตัวเลขนี้เพิ่มขึ้นจากช่วงปลายปี 2550 ซึ่งจำนวนผู้มองโลกแง่ร้ายเกี่ยวกับอนาคตอียูมีประมาณ 1 ใน 4
ผลการสำรวจดังกล่าวสะท้อนให้เห็นแนวโน้มที่น่ากังวลสำหรับอียู ที่ได้รับการออกแบบโดยยึดแนวคิด "สหภาพที่ยิ่งใหญ่" เพื่อประสานผลประโยชน์จากความร่วมมือในด้านต่างๆ ให้ลึกซึ้ง ทั้งการค้า สาธารณสุข และหลักนิติธรรม อีกทั้งผลสำรวจยังมีขึ้นขณะที่อิทธิพลของยุโรปในเวทีโลกลดน้อยลง





