คนรุ่นใหม่เมินการเมืองใช้เขมรแดงหาเสียง เอาเหตุการณ์นองเลือดในประวัติศาสตร์มาข่มไม่ได้ผลกับคนรุ่นใหม่
ท่ามกลางการหาเสียงเลือกตั้งที่กำลังเป็นไปอย่างเข้มข้นในกัมพูชานั้น ผู้มีสิทธิ์ออกเสียงรายหนึ่ง ระบุว่า นโยบายการหาเสียงของนายกรัฐมนตรีฮุน เซน ที่เน้นใช้กลยุทธ์ข่มขู่ชิงความได้เปรียบ หวังเอาเหตุการณ์นองเลือดในประวัติศาสตร์มาข่มขวัญ ด้วยการเตือนว่าจะเกิดสงครามกลางเมืองครั้งใหม่นั้น ไม่น่าจะได้ผลกับกลุ่มผู้มีสิทธิเลือกตั้งที่เป็นคนรุ่นใหม่ และให้ความสนใจในเรื่องของปัญหาคอร์รัปชั่น และการมีชีวิตที่ดีขึ้น มากกว่า ความทุกข์ในสมัยเขมรแดงครองประเทศ
นายกรัฐมนตรีฮุน เซน ซึ่งเคยเป็นอดีตนักรบเขมรแดง และไม่เคยยอมรับข้อกล่าวหาเรื่องการมีส่วนเกี่ยวข้องกับการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวกัมพูชา ก่อนจะกลายมาเป็นผู้นำที่ครองอำนาจยาวนานที่สุดคนหนึ่งในเอเชีย ได้พยายามดึงอดีตอันน่าสะพึงกลัวในยุคเขมรแดง และอ้างตัวว่ามีบทบาทสำคัญในการปลดปล่อยกัมพูชาเพื่อเรียกคะแนนนิยม
แต่ขณะเดียวกันก็พบว่า กว่า 1 ใน 3 ของชาวกัมพูชาที่มีสิทธิ์ออกเสียงเลือกตั้งเกือบ 9.6 ล้านคน และเป็นกลุ่มที่เกิดหลังยุค "ทุ่งสังหาร" สมัยเขมรแดงเรืองอำนาจ ช่วงทศวรรษที่ 70 ต่างส่งสัญญาณว่า ยุทธศาสตร์ของผู้นำประเทศใช้ไม่ได้ผล
ผู้มีสิทธิ์ออกเสียงเลือกตั้งครั้งแรกคนหนึ่ง บอกว่า ไม่คิดว่า ฮุน เซน จะได้ประโยชน์จากการหาเสียงแบบนี้ ที่จะเป็นการสร้างความเสื่อมเสียให้กับเขาเสียมากกว่า โดยเขาเห็นว่า พวกนักการเมืองชอบอ้างว่า กัมพูชาเป็นประชาธิปไตยแล้ว แต่ต่อมาก็บอกว่า ถ้าพรรครัฐบาลแพ้ ก็จะเกิดสงครามกลางเมือง ซึ่งการที่ผู้นำพูดแบบนี้ ไม่ใช่เรื่องดีแต่อย่างใด
คนรุ่นใหม่ส่วนใหญ่บอกว่า ประเด็นสำคัญที่สุดสำหรับพวกเขา คือ ปัญหาการทุจริต และต้องการให้ปรับปรุงคุณภาพการศึกษา ปรับขึ้นเงินเดือนครู และเจ้าหน้าที่ของรัฐ
ผู้มีสิทธิ์ออกเสียงเลือกตั้งอีกคนหนึ่ง บอกว่า เธอมีแผนจะลงคะแนนเสียงให้กับพรรคที่จะนำความเปลี่ยนแปลงและการพัฒนามาสู่ประเทศ ส่วนเรื่องยุคเขมรแดงนั้น เธอทราบเพียงว่า ผู้คนพากันทุกข์ยากแต่ก็ควรจะลืมไปได้แล้ว และมองถึงการพาประเทศเดินไปในอนาคต ไม่ใช่มีชีวิตอยู่กับความรู้สึกที่เลวร้ายบั่นทอนจิตใจ
ทั้งนี้ เขมรแดง ทำให้มีผู้เสียชีวิตมากถึง 2 ล้านคน หรือเกือบ 1 ใน 4 ของประชากรกัมพูชา ขณะที่ นายฮุน เซน อ้างว่า แม้ตัวเองจะเป็นสมาชิกเขมรแดง แต่ได้แปรพักตร์ในภายหลัง โดยในสมัยนั้น ผู้นำกัมพูชา ได้หนีไปเวียดนามเมื่อปี 2520 และกลับกัมพูชาในปีถัดมา พร้อมกับผู้แปรพักตร์ชาวกัมพูชาอีกจำนวนหนึ่ง และทหารเวียดนาม ที่ผลักดันเขมรแดงจนถอยร่นเข้าไปในพื้นที่ตะวันตกเฉียงเหนือ ที่มีการสู้รบกันอีกยาวนานถึง 20 ปี
ทางด้านนายเชียง วุน ส.ส.ของพรรคซีพีพี อ้างว่า ผู้มีสิทธิออกเสียงเลือกตั้งสนับสนุนนายฮุน เซน และพรรคซีซีพีก็เพราะเชื่อว่า เป็นผู้มาช่วยปลดปล่อยพวกเขาออกจากกรงเล็บของผู้ปกครองที่โหดร้าย





