รัฐบาลจีนเผชิญบททดสอบในการปฏิรูปเศรษฐกิจใหญ่อันดับ 2 ของโลก หลังจากตัวเลขศก.ที่รายงานออกมาในระยะหลัง ล้วนปรับตัวลง
รวมถึงจีดีพีไตรมาสสองที่ชะลอตัวลงเหลือ 7.5% เนื่องจากความต้องการในต่างประเทศซบเซา ฉุดรั้งภาคการผลิตและการลงทุน
ตัวเลขการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจล่าสุด สอดคล้องกับการคาดหมายของนักเศรษฐศาสตร์ แต่ชะลอลงเล็กน้อยจากไตรมาสแรกที่ขยายตัว 7.7%
สำนักงานสถิติแห่งชาติแถลงว่า เศรษฐกิจครึ่งปีแรกโดยรวมมีเสถียรภาพ ตัวชี้วัดต่างๆ อยู่ในขอบเขตที่เหมาะสม
นักเศรษฐศาสตร์จากธนาคารเอเอ็นแซดในเซี่ยงไฮ้ นายชู เฮา กล่าวว่า ตัวเลขเหล่านี้ไม่น่าประหลาดใจ และเป็นสัญญาณเพิ่มเติมถึงแรงกดดันขาลงต่อเศรษฐกิจจีน
เมื่อไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา นักวิเคราะห์พากันปรับลดคาดการณ์การเติบโตทางเศรษฐกิจ หลังจากข้อมูลต่างๆ ล้วนลดลง โดยการส่งออกเดือนมิถุนายนลดลง 3.1% จากที่เคยคาดว่าจะเพิ่มขึ้น 4% ขณะที่การนำเข้าลดลง 0.7% จากที่คาดว่าจะเพิ่มขึ้น 8% และแนวโน้มเดือนกรกฎาคมถึงกันยายนไม่สดใส ส่วนเงินเฟ้อผู้บริโภคเดือนมิถุนายนเพิ่มขึ้นเร็วกว่าที่คาด แต่ยังอยู่ในระดับที่จัดการได้ที่ 2.7% ต่ำกว่าเป้าหมายที่รัฐบาลกำหนดไว้ที่ 3.5%
จากข้อมูลจีดีพีล่าสุดนั้น สะท้อนว่าเศรษฐกิจจีนชะลอตัวลง 9 ไตรมาสในช่วง 10 ไตรมาสท้ายสุด ขณะที่ในปีนี้รัฐบาลตั้งเป้าการเติบโตอย่างเป็นทางการไว้ที่ 7.5% ซึ่งนับว่าสูงหากพิจารณาตามมาตรฐานระดับโลก แต่เป็นอัตราต่ำที่สุดในรอบ 23 ปีของจีน
ความกังวลสำคัญสำหรับผู้นำจีนคือ เศรษฐกิจชะลอตัวอาจทำให้อัตราการว่างงานเพิ่มสูง ซึ่งจะจุดประกายความวุ่นวายทางสังคม แต่เจ้าหน้าที่รัฐบาลกล่าวว่า การว่างงานยังคงไม่เปลี่ยนแปลง
จนถึงขณะนี้บรรดานักเศรษฐศาสตร์ยังไม่เห็นทางการจัดทำมาตรการกระตุ้นที่สำคัญๆ หรือปรับเปลี่ยนนโยบาย และคาดว่ารัฐบาลจะปล่อยให้เศรษฐกิจชะลอตัว ในช่วงของการปฏิรูปเศรษฐกิจไปสู่การเติบโตที่เน้นการบริโภค มากกว่าการเติบโตที่เน้นการส่งออกและการลงทุน
ในระยะหลัง แกนนำจีนหลายคนส่งสัญญาณเกี่ยวกับการเติบโต รวมถึงนายกรัฐมนตรีหลี่ เค่อเฉียง ที่ระบุชัดเจนว่าจะผลักดันปฏิรูปเศรษฐกิจมากกว่าเน้นส่งเสริมการเติบโตแบบพุ่งลิ่ว โดยเขาบอกเป็นนัยว่ารัฐบาลไม่รีบจัดทำมาตรการกระตุ้นเพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจที่กำลังชะลอตัว
นอกจากนี้ รัฐบาลยังกำลังสะสางหนี้ของรัฐบาลท้องถิ่นหลายล้านล้านดอลลาร์ ที่เหลืออยู่จากการใช้จ่ายมือเติบระหว่างวิกฤติการเงินโลกปี 2551-2552 ในขณะเดียวกันก็พยายามควบคุมการปล่อยกู้
นักเศรษฐศาสตร์อาวุโส จากศูนย์แลกเปลี่ยนเศรษฐกิจระหว่างประเทศของจีน "นายซู หงไจ่" กล่าวว่า ทางการยังเน้นที่การปฏิรูป ก่อนหน้านี้เมื่อเศรษฐกิจไม่ดี รัฐบาลท้องถิ่นได้แบมือขอเงินจากรัฐบาลกลาง แต่ขณะนี้รัฐบาลท้องถิ่นจำเป็นต้องปฏิรูป เพราะทางการไม่ให้เงินอีกแล้ว





