นักลงทุนแห่ถอนตัวตลาดจีน วิตกเพิ่มมากขึ้นถึงการชะลอตัวเศรษฐกิจ และท่าทีรัฐบาลปักกิ่ง
บรรดานักลงทุนกำลังถอนตัวออกจากตลาดจีน ท่ามกลางความวิตกที่เพิ่มมากขึ้นถึงการชะลอตัวของเศรษฐกิจ และท่าทีของรัฐบาลปักกิ่ง ที่ทำให้ความหวังถึงการกระตุ้นเศรษฐกิจให้กลับมาแข็งแกร่งเหมือนเดิมหดหายไป
ในช่วง 18 สัปดาห์ที่ผ่านมา มีถึง 16 สัปดาห์ที่บรรดานักลงทุนพากันถอนเงินออกจากตลาดหุ้น รวมถึงจำนวน 834 ล้านดอลลาร์ ในช่วง 5 วันนับถึงวันที่ 5 มิ.ย.ที่ผ่านมา ซึ่งถือเป็นการไหลออกครั้งใหญ่สุด นับตั้งแต่เดือนม.ค. 2551 ซึ่งเป็นช่วงที่เกิดวิกฤติการเงิน
ความรู้สึกที่มืดหม่นดังกล่าว ยังลามไปถึงตลาดค่าเงิน โดยเหล่านักลงทุนพากันเก็งกว่า เงินหยวนจะอ่อนค่าลง ซึ่งสวนทางกับความพยายามของธนาคารกลาง ที่จะรักษาอัตราแลกเปลี่ยนให้อยู่ในระดับที่แข็งค่า
สถานการณ์ดังกล่าว ทำให้นับแต่ต้นปี ดัชนีคอมโพสิต ตลาดหลักทรัพย์เซี่ยงไฮ้ ร่วงลงมาแล้ว 12.1% ท่ามกลางกระแสนักลงทุนถอนตัวออกจากตลาดเกิดใหม่ทั่วโลกในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมาตอบสนองต่อสัญญาณบ่งชี้ว่า ธนาคารกลางรายใหญ่ๆ กำลังจะยุติการดำเนินนโยบายทางการเงินแบบผ่อนคลายอย่างมาก
สำหรับเอเชียนั้น กระแสเงินทุนไหลออกจากจีนมีปริมาณมากเป็นพิเศษ เพราะปัญหาที่สะสมกันอยู่จำนวนมากของประเทศนี้
ในฮ่องกง ตลาดที่นักลงทุนต่างประเทศจำนวนมาก ต่างได้รับผลประโยชน์จากการลงทุนในประเทศที่มีเศรษฐกิจขนาดใหญ่สุดของเอเชียนั้น ดัชนีฮั่งเส็ง ไชน่า เอนเตอร์ไพรซ์ ซึ่งติดตามการดำเนินงานของบริษัทจากแผ่นดินใหญ่ ร่วงลงหนักกว่าตลาดเซี่ยงไฮ้ โดยในปีนี้ดิ่งลงมาแล้วถึง 22%
นักลงทุนจำนวนมากกล่าวโทษสถานการณ์ที่เกิดขึ้นว่าเป็นเพราะบรรดาผู้นำใหม่ของจีน ที่เข้ารับตำแหน่งเมื่อเดือนม.ค.ที่ผ่านมา ที่ยังไม่ยอมดำเนินการใดๆ เพื่อจัดการกับการเติบโตที่เชื่องช้าลง และแม้เจ้าหน้าที่จีนจะมีการเคลื่อนไหวเพื่อบรรเทาภาวะขาดแคลนเงินสด ในตลาดกู้ยืมเงินระหว่างธนาคาร แต่แกนนำทางการเมืองจีนก็ยังไม่มีกำหนดที่จะเปิดประชุมหารือในเรื่องเศรษฐกิจจนกว่าจะถึงปลายปีนี้ ทำให้นักลงทุนยังตกอยู่ท่ามกลางความไม่รู้ถึงทิศทางการดำเนินนโยบายเศรษฐกิจของแดนมังกร
ขณะเดียวกัน นายกรัฐมนตรีหลี่ เค่อเฉียง ยังส่งสัญญาณออกมาว่า รัฐบาลกรุงปักกิ่งไม่เต็มใจที่จะปรับเปลี่ยนนโยบายทางการเงิน และการคลัง เพื่อรับมือกับการชะลอตัวของเศรษฐกิจ แม้จะให้คำมั่นถึงการเดินหน้าสร้างความเปลี่ยนแปลง ที่จะทำให้การเติบโตทางเศรษฐกิจของจีนมีเสถียรภาพมากขึ้นก็ตาม
นายอาร์เธอร์ กวง หัวหน้าฝ่ายหลักทรัพย์เอเชียแปซิฟิค ของบีเอ็นพี พาริบาส์ อินเวสต์เมนท์ พาร์ทเนอร์ส ในฮ่องกง ระบุว่า ไม่มีทางที่คนเพียงคนเดียวจะกำหนดนโยบาย เพื่อให้คนอื่นๆ ทำตาม และว่า ความผันผวนที่เกิดขึ้นในจีน ทำให้กองทุนของเขา ที่มีสินทรัพย์ภายใต้การบริหารราว 2,000 ล้านดอลลาร์ มีการลงทุนในสินทรัพย์จีนค่อนข้างน้อย
สัญญาณทางเศรษฐกิจอีกอย่างหนึ่ง ที่สร้างความกังวลให้กับนักลงทุน คือ เรื่องที่ธนาคารกลางจีน ยังคงรักษาช่วงห่างในการเคลื่อนไหวของอัตราแลกเปลี่ยนเงินหยวนไว้เท่าเดิม แสดงให้เห็นว่า ไม่ต้องการปล่อยให้ค่าเงินสกุลหลักของประเทศอ่อนค่าลงอย่างหนัก แม้เศรษฐกิจจะชะลอตัวก็ตาม





