กิจกรรมการผลิตทั่วทั้งภูมิภาคเอเชียซบเซาลงในเดือนมิ.ย.ที่ผ่านมา บ่งชี้ถึงแนวโน้มชะลอตัวทางเศรษฐกิจช่วงไม่กี่เดือนข้างหน้า
ดัชนีผู้จัดการจัดซื้อ (พีเอ็มไอ) ของหลายประเทศ แสดงให้เห็นทั้งการเติบโตที่ชะลอตัว หรือการหดตัวลงในหลายประเทศของเอเชีย โดยในจีนนั้น ดัชนีร่วงลงมาอยู่ที่ 50.1 จุดเมื่อเดือนที่แล้ว จาก 50.8 จุดในเดือน พ.ค.แทบจะหลุดจากเส้นแบ่งระหว่างการขยายตัวกับการหดตัว ขณะดัชนีการแข่งขันจากเอชเอสบีซี แสดงให้เห็นว่า ภาคการผลิตจีนหดตัวลงเร็วว่าเมื่อเดือนพ.ค. โดยร่วงลงมาอยู่ที่ 48.2 จุดในเดือนมิ.ย. จาก 49.2 จุดในเดือนก่อนหน้านั้น
นายเฟรเดอริค นิวแมน หัวหน้าฝ่ายวิจัยเศรษฐกิจเอเชียของเอชเอสบีซี ระบุว่า เอเชียยังไม่ได้รับประโยชน์จากข้อมูลเศรษฐกิจที่ดีขึ้นของโลกตะวันตก และยังได้รับผลกระทบจากอัตราดอกเบี้ยที่สูงขึ้น จากการที่ตลาดเตรียมพร้อมสำหรับการที่สหรัฐจะเริ่มถอนมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ (คิวอี)
นายนิวแมน เตือนด้วยว่า เศรษฐกิจเอเชียอาจย่ำแย่ลงอีกในไตรมาส 3
ข้อมูลเศรษฐกิจเหล่านี้เปิดเผยออกมา ในช่วงที่เศรษฐกิจญี่ปุ่น แสดงให้เห็นถึงสัญญาณการฟื้นตัว แต่การขยายตัวยังไม่มากนัก และไม่สามารถเข้ามาทดแทนการขาดหายไปของจีนได้
นอกจากนี้ สัญญาณต่างๆ ที่บ่งชี้ว่า ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) อาจเริ่มผ่อนคลายการเข้าซื้อพันธบัตรจำนวนมหาศาลในตลาด ก็กลายมาเป็นปัจจัยที่ดึงเงินออกจากเอเชีย ดันให้อัตราดอกเบี้ยปรับตัวสูงขึ้น และทำให้รัฐบาล และบริษัทต่างๆ ต้องกู้เงินแพงขึ้น
ข้อมูลเศรษฐกิจที่ออกมา ยังรวมถึง ตัวเลขภาคการผลิตเกาหลีใต้ ที่หดตัวเป็นครั้งแรกในรอบ 5 เดือน เมื่อเดือนมิ.ย.ที่ผ่านมา และส่งออกร่วงลงเป็นครั้งแรกนับแต่เดือนก.พ.
นอกจากนี้ ยังมีดัชนีพีเอ็มไอ อินโดนีเซีย ของเอชเอสบีซี ที่ร่วงลงแตะระดับต่ำสุดในรอบ 4 เดือน ส่วนใต้หวันแสดงให้เห็นถึงภาคการผลิตที่หดตัวเป็นเดือนที่ 2 ติดต่อกัน ดัชนีพีเอ็มไอเวียดนาม ประจำเดือนมิ.ย.ร่วงลงอย่างหนัก ทำสถิติต่ำสุดเป็นประวัติการณ์รอบที่ 3
มีเพียงอินเดีย และออสเตรเลีย ที่สวนกระแส แต่เป็นการเดินสู่แดนบวกเพียงเล็กน้อย โดยดัชนีพีเอ็มไอ อินเดีย ขยับมาอยู่ที่ 50.3 จุด จากเดิมที่ 50.1 จุด ส่วนภาคการผลิตออสเตรเลีย แสดงให้เห็นถึงสถานการณ์ที่ดีขึ้น แต่ยังอยู่ในฝั่งของการหดตัว
นักเศรษฐศาสตร์จากธนาคารมิซูโฮะ ในสิงคโปร์ ระบุว่า ข้อมูลที่ออกมา แสดงให้เห็นว่าเศรษฐกิจเอเชียไม่ได้คึกคัก อย่างไรก็ดี การที่เศรษฐกิจโลกเริ่มส่งสัญญาณถึงภาวะเสถียรภาพในวงกว้าง ก็มีความเป็นไปได้ที่จะส่งผลกระทบด้านบวกต่อเศรษฐกิจเอเชียในช่วงครึ่งหลังของปีนี้
เหล่านักเศรษฐศาสตร์ มองด้วยว่า รัฐบาลเอเชีย ซึ่งในช่วงหลายปีที่ผ่านมาพากันนำมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจออกมาใช้นั้น ไม่ได้อยู่ในสถานะที่ดีที่จะรับมือกับภาวะอ่อนแอในขณะนี้ได้ โดยรัฐบาลจีนเลือกที่จะยืนดูอยู่ด้านข้างตลาดในที่วิกฤติสภาพคล่องดันดอกเบี้ยในตลาดทะยานสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา เพราะต้องการให้เศรษฐกิจชะลอตัวมากกว่าที่จะเสี่ยงให้เกิดภาวะฟองสบู่
ส่วนในอินโดนีเซีย และอินเดียนั้น การขาดดุลบัญชีเดินสะพัด และการอ่อนค่าลงอย่างมากของสกุลเงินท้องถิ่น กลายเป็นปัจจัยสกัดเจ้าหน้าที่ ไม่ให้ดำเนินมาตรการผ่อนคลายมากกว่านี้ เพื่อหลีกเลี่ยงความเสี่ยงที่จะสูญเสียความมั่นใจจากนักลงทุน





