จีนเดินหน้าคุมการเติบโตของสินเชื่อ ที่อาจทำให้เกิดหนี้เสียครั้งใหญ่ตามมา การเคลื่อนไหวที่ทำให้เกิดความเสี่ยงว่าเศรษฐกิจจีนชะลอตัว
ธนาคารกลางจีน เผยว่า ในเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา อุตสาหกรรมธนาคารท้องถิ่นต่างลดการปล่อยเงินกู้ลงมาเมื่อเทียบกับเดือนเมษายน ทำให้เกิดความวิตกว่าจะทำให้เกิดผลกระทบ จนทำให้การขยายตัวของเศรษฐกิจจีนชะลอตัวลงมา
ในเดือนที่แล้ว ธนาคารจีนปล่อยเงินกู้งวดใหม่มูลค่ารวม 667,400 ล้านหยวน น้อยกว่าเดิม 792,900 ล้านหยวนในเดือนเมษายน ตัวเลขปล่อยกู้ในเดือนพฤษภาคมตามจริงถือว่าต่ำกว่าผลสำรวจที่คาดไว้ 821,300 ล้านหยวน
ทั้งนี้ ตัวเลขทางเศรษฐกิจของจีนด้านต่างๆ ประจำเดือนพฤษภาคมที่ได้รับการเปิดเผยมา ทำให้เกิดความกังวลต่อแนวโน้มเศรษฐกิจจีนซึ่งที่ขยายตัว 7.8% ในปี 2555 และถือเป็นผลประกอบการแย่ที่สุดในรอบ 13 ปี
นักวิเคราะห์คาดว่าจีนอาจต้องดำเนินนโยบายการเงินแบบผ่อนคลายเพิ่มเติม เช่น การลดอัตราดอกเบี้ยเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจให้ขยายตัวต่อไป
ข้อมูลเศรษฐกิจประจำเดือนพฤษภาคมที่เผยออกมา ได้ชี้ว่าอัตราการเติบโตในไตรมาสปัจจุบัน อาจจะยังมีการเติบโตที่น่าผิดหวังเป็นไตรมาสที่สองติดต่อกัน ขณะที่นักเศรษฐศาสตร์จำนวนมาก พากันปรับลดคาดการณ์การขยายตัวของเศรษฐกิจจีนในปีนี้
เมื่อเดือนที่แล้ว ทั้งกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) และองค์การเพื่อความร่วมมือและพัฒนาเศรษฐกิจ (โออีซีดี) ต่างออกมาปรับลดคาดการณ์อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจของจีนในปีนี้ โดยปรับลดลงสู่ 7.75% และ 7.8% ตามลำดับ
ขณะที่นักเศรษฐศาสตร์ของรัฐบาลจากสถาบันชั้นนำของจีน แสดงความเห็นเมื่อสัปดาห์ที่แล้วว่า ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง และนายกรัฐมนตรีหลี่ เค่อเฉียง ผู้นำใหม่ของจีนจะยอมรับอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจรายไตรมาสที่ลดลงต่ำสุดถึง 7% เมื่อเทียบรายปี ก่อนที่จะพิจารณากระตุ้นเศรษฐกิจ โดยจะให้ความสำคัญกับการปฏิรูปทางเศรษฐกิจ มากกว่ามาตรการกระตุ้นระยะสั้น
นักวิเคราะห์มองด้วยว่า การลดอัตราดอกเบี้ยจะเป็นการตัดสินใจที่ยากลำบากสำหรับธนาคารกลางจีน เนื่องจากเกรงว่า การลดอัตราดอกเบี้ยอาจจะยิ่งทำให้ราคาอสังหาริมทรัพย์พุ่งขึ้นอีก ซึ่งผู้กำหนดนโยบายพยายามควบคุมราคามาโดยตลอด





