วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

เอเชียหวังอานิสงส์จาก'อาเบะโนมิกส์'

กลุ่มประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่ในเอเชีย เตรียมรับภาวะเงินทุนไหลเข้า หลังญี่ปุ่นดำเนินมาตรการผ่อนคลายทางการเงินเชิงรุก

ธนาคารกลางญี่ปุ่นหรือบีโอเจได้สร้างความตื่นตะลึงให้แก่ตลาดทั่วโลกเมื่อต้นเดือนที่แล้ว ด้วยแผนการอัดฉีดเงิน 1.4 ล้านล้านดอลลาร์เข้าระบบเพื่อยุติภาวะเศรษฐกิจถดถอยกว่าสองทศวรรษ การเคลื่อนไหวของบีโอเจมีขึ้นหลังจากธนาคารกลางสหรัฐหรือเฟด และธนาคารกลางอังกฤษ ได้ผ่อนคลายเชิงปริมาณไปก่อนหน้านี้

นายราจัท นาก ผู้อำนวยการบริหารธนาคารเพื่อการพัฒนาแห่งเอเชีย กล่าวว่า ชาติเอเชียต้องระวังการเกิดฟองสบู่สินทรัพย์ เนื่องจากแรงกดดันให้เกิดภาวะเงินเฟ้อกำลังก่อตัว

แม้ผู้ว่าการบีโอเจ บอกว่าจะคอยจับตามองผลกระทบที่มีต่อตลาดเกิดใหม่ จากมาตรการผ่อนคลายทางการเงิน แต่หลายฝ่ายคาดว่าผลประโยชน์จากการบริโภคที่เพิ่มขึ้นของชาวญี่ปุ่นนั้น มีมากกว่าความเสี่ยงที่จะตามมาในรูปแบบของฟองสบู่สินทรัพย์ ภาวะเงินเฟ้อ และการอ่อนค่าลงของเงินเยน อีกทั้งเอเชียยังจะได้ประโยชน์จากการลงทุนของบริษัทญี่ปุ่นด้วย

อย่างไรก็ตาม หลายฝ่ายเตือนถึงความจำเป็นในการจับตาดูการไหลเข้าออกของเงินทุน เพื่อป้องกันความไร้เสถียรภาพทางการเงินและเศรษฐกิจ

ในกรณีของฟิลิปปินส์นั้น กำลังเผชิญกับปัญหาค่าเงินที่เริ่มแข็งค่าขึ้นหลังจาก สแตนดาร์ด แอนด์ พัวร์ ได้ยกปรับเพิ่มอันดับของฟิลิปปินส์เป็น"น่าลงทุน" อย่างไรก็ตาม สถาบันทางการเงินของญี่ปุ่นมีสัดส่วนการลงทุนในตลาดหุ้นและตลาดพันธบัตรของฟิลิปปินส์เพียง 2.8%

ที่ผ่านมา ฟิลิปปินส์หลีกเลี่ยงการใช้มาตรการควบคุมเงินทุน และพยายามบริหารกระแสเงินไหลเข้า ด้วยการเปิดทางให้แลกเปลี่ยนเงินตราผ่านระบบธนาคารได้ง่ายขึ้น

ผู้ว่าการธนาคารกลางฟิลิปปินส์กล่าวว่าอัตราดอกเบี้ยที่ต่ำมากในประเทศพัฒนาแล้ว ทำให้ผู้กำหนดนโยบายต้องพึ่งพาวิธีการแปลกใหม่ในการดูดซับเงินทุนไหลเข้า ซึ่งหมายความว่าการใช้นโยบายดอกเบี้ยอย่างเดียวนั้น ไม่เพียงพอแล้ว และต้องใช้เครื่องมืออื่นเข้ามาเสริม

จริงๆ แล้วประเด็นความเสี่ยงจากกระแสเงิทุน ถือเป็นเรื่องอ่อนไหวสำหรับผู้กำหนดนโยบายในเอเชีย พิจารณาจากเมื่อครั้งเผชิญวิกฤติการเงินปี 2540 ที่ทำให้เศรษฐกิจเอเชียหลายชาติทรุด

นายทาโร อาโซะ รัฐมนตรีคลังญี่ปุ่น กล่าวว่า เขาเข้าใจถึงความกังวลเกี่ยวกับผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นในต่างประเทศ จากการดำเนินนโยบายการเงินของญี่ปุ่น แต่ไม่เคยได้ยินเรื่องนี้จากปากของประเทศต่างๆ โดยตรง

ขณะที่ในกรณีของอินเดียนั้น กระแสทุนไหลเข้ามีประโยชน์บางส่วน ในแง่ที่ทำให้สามารถหาเงินไปแก้ปัญหาการขาดดุลบัญชีเดินสะพัดที่พุ่งสูงเป็นประวัติการณ์ 6.7% ของจีดีพีเมื่อปลายเดือนธันวาคมปีที่แล้วได้ เพราะมีกระแสเงินทุนที่ไหลเข้าปริมาณมาก

อย่างไรก็ตาม หากกระแสเงินเริ่มไหลออก เศรษฐกิจของอินเดียอาจเกิดการสะดุดได้