บีโอเจช็อคตลาดยกเครื่องการกำหนดนโยบาย เปลี่ยนจากการยึดอัตราดอกเบี้ยเป็นการยึดฐานการเงิน พร้อมรับปากเพิ่มการซื้อพันธบัตรรัฐบาล
ในการประชุมกำหนดนโยบายครั้งแรกของนายฮารุฮิโกะ คุโรดะ ผู้ว่าการคนใหม่ของธนาคารกลางญี่ปุ่น (บีโอเจ) ได้มีการปรับเป้าหมายด้านนโยบาย ไปยึดฐานทางการเงินหรือจำนวนเงินสดโดยรวมและเงินฝากในธนาคาร แทนการยึดฐานอัตราดอกเบี้ย ซึ่งอยู่ที่ระดับต่ำเป็นประวัติการณ์ 0-0.1%
การตัดสินใจดังกล่าวถือเป็นการหวนไปใช้นโยบายผ่อนคลายระยะ 5 ปีของบีโอเจที่สิ้นสุดลงเมื่อปี 2549 โดยสมัยนั้นบีโอเจได้อัดฉีดเงินสดที่สถาบันการเงินนำมาฝากไว้กับบีโอเจ เข้าไปจนท่วมตลาด
มาในครั้งนี้ บีโอเจประกาศว่าจะเข้าสู่ยุคใหม่ของการผ่อนคลายทางการเงินเพื่อให้บรรลุเป้าหมายเงินเฟ้อ 2% ด้วยการเพิ่มการซื้อสินทรัพย์ อันจะทำให้การถือครองพันธบัตรรัฐบาลและกองทุนซื้อขายอัตราแลกเปลี่ยนเพิ่มขึ้น 2 เท่าภายใน 2 ปี ซึ่งเท่ากับหันไปใช้การซื้อสินทรัพย์แบบปลายเปิดและซื้อพันธบัตรระยะยาวของรัฐบาลเดือนละ 7 ล้านล้านเยน
แถลงการณ์ระบุว่าบีโอเจจะดำเนินปฏิบัติการในตลาดเงินเพื่อที่ฐานทางการเงินจะได้เพิ่มขึ้นปีละ 60-70 ล้านล้านเยน พร้อมคาดว่าฐานทางการเงินจะเพิ่มเป็น 200 ล้านล้านเยนปีนี้ และเพิ่มเป็น 270 ล้านล้านเยนภายในปลายปี 2557 ซึ่งเท่ากับเพิ่มเงินในระบบจากเมื่อปี 2555 เกือบ 2 เท่า จากที่มีอยู่ 138 ล้านล้านเยน
นโยบายดังกล่าวได้รับการอนุมัติอย่างเป็นเอกฉันท์ และถือเป็นจุดเริ่มต้นความพยายามของนายคุโรดะในอันที่จะดำเนินการผ่อนคลายทางการเงินอย่างหนักเพื่อให้เงินเฟ้อขึ้นถึง 2% การปรับเปลี่ยนอย่างเหนือความคาดหมายดังกล่าว ดึงเงินเยนให้ร่วงลงเหลือ 95.25 เยนต่อดอลลาร์ จาก 92.90 เยน ส่วนผลตอบแทนพันธบัตรอายุ 10 ปีก็ต่ำที่สุดตั้งแต่ปี 2546 เหลือไม่ถึง 0.425%
แม้ตลาดตื่นเต้นกับการเคลื่อนไหวของบีโอเจ แต่นักวิเคราะห์บางคนกังขาว่าการอัดฉีดเงินเข้าตลาดที่เต็มไปด้วยเงินที่มีอยู่ล้นเกินอยู่แล้ว เป็นทางออกในการแก้ปัญหาเงินฝืดที่แท้จริงได้หรือไม่ นายฮิโรอากิ มูโตะ นักเศรษฐศาสตร์แห่งบริษัทซูมิโตโมมิตซุยแอสเซตแมเนจเมนต์ กล่าวว่านโยบายใหม่นี้ทำให้ดูเหมือนญี่ปุ่นย้อนไปสู่ยุคการผ่อนคลายสมัยทศวรรษ 2000 โดยเขาระบุว่าการตั้งเป้าที่ฐานการเงินจะทำให้ดุลบัญชีที่ธนาคารพาณิชย์ฝากไว้กับบีโอเจเพิ่มขึ้นมาก แต่เขาไม่แน่ใจว่าเงินเหล่านี้จะไหลเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจหรือไม่ เพราะเงินสดและทุนสำรองที่ฝากไว้กับบีโอเจนั้น สูงเป็นประวัติการณ์อยู่แล้วในเดือนมี.ค. แต่ก็ไม่สามารถทำให้เงินฝืดยุติลง หรือทำให้ค่าแรงเพิ่มขึ้นได้





