หากอดีตเป็นตัวบ่งบอกอนาคต ผู้ที่หวังว่านายกรัฐมนตรีชินโซ อาเบะแห่งญี่ปุ่น จะท้าทายผลประโยชน์ครั้งใหญ่
รวมทั้งดำเนินมาตรการรุกกร้าวเพื่อเปิดกว้างประเทศต่อการแข่งขันที่มากขึ้นในอันที่จะกระตุ้นเศรษฐกิจ อาจต้องพากันผิดหวัง เพราะมองย้อนไปเกือบ 3 ทศวรรษจะพบว่ามีรายงานยาวเหยียดที่เรียกร้องให้ดำเนินการปฏิรูป แต่การลงมือทำอย่างจริงจัง แทบไม่มี
นายอาเบะจัดวางการปฏิรูปเชิงโครงสร้าง อย่างการผ่อนคลายกฎระเบียบ ให้เป็น "ศรดอกที่ 3" ในแผน "อาเบะโนมิกส์" แต่มีผู้กังขาอย่างยิ่งว่าเขาจะประสบความสำเร็จในการปฏิรูปเศรษฐกิจหรือไม่ อันจะเป็นบททดสอบสำคัญเพิ่มเติมจาก "ศร 2 ดอกแรก" อันได้แก่ การใช้จ่ายทางการคลัง และการดำเนินนโยบายผ่อนคลายการเงินอย่างสุดขีด
ศาสตราจารย์จุนจิ อันเน แห่งมหาวิทยาลัยชูโอะ กล่าวว่ามีเสียงเรียกร้องให้ดำเนินการจริงจังมาร่วม 50 ปี และคราวนี้เขาคิดว่าสถานการณ์จะไม่ต่างไปจากเดิม เพราะคนจะคิดว่าญี่ปุ่นก็อยู่รอดต่อไปได้โดยไม่ต้องดำเนินมาตรการอันเจ็บปวด
อันเนเสริมว่ารัฐบาลจะเผชิญการต้านทานการปฏิรูปและอาจจบลงการดำเนินนโยบายแบบเดิมๆ
ข้อเสนอจากคณะกรรมการขีดแข่งขันภาคอุตสาหกรรมและคณะกรรมการปฏิรูปกฎระเบียบ จะเป็นกุญแจสำคัญในยุทธศาสตร์การเติบโตที่อาเบะจะประกาศเดือนมิ.ย. ก่อนการเลือกตั้งสภาสูงในเดือนก.ค. ที่พรรครัฐบาลของเขาต้องชนะเพื่อจะได้มีเสียงข้างมากในสองสภา
อย่างไรก็ตาม บรรดาที่ปรึกษาของอาเบะยังมีความเห็นแตกต่างกันว่ารัฐบาลมีบทบาทครอบคลุมมากน้อยแค่ไหนในกิจกรรมทางเศรษฐกิจ โดยบางคนอยากให้มีการนำเงินกองทุนสาธารณะไปลงทุนในภาคสำคัญๆ แต่บางคนต้องการให้ผ่อนคลายการคุมเข้มจากภาครัฐ หลังจากมีเสียงวิจารณ์ว่าการกระทำดังกล่าวเป็นอุปสรรคต่อนวัตกรรมและการดำเนินธุรกิจใหม่ๆ
ในบรรดาหัวข้อที่มีการหารือนั้น รวมถึงการผ่อนคลายกฎการจ้างงานเพื่อเปิดทางให้ปลดพนักงานง่ายขึ้น ผ่อนคลายกฎระเบียบภาคเวชภัณฑ์และการดูแลเด็ก ส่งเสริมการใช้อินเทอร์เน็ต ปฏิรูปบรรษัทภิบาล และยกเครื่องบริษัทไฟฟ้า
รายงานที่เรียกร้องให้มีการปฏิรูป มีย้อนหลังไปถึงปี 2529 เมื่อผู้ว่าการธนาคารกลางสมัยนั้นกระตุ้นให้ผู้กำหนดนโยบายเปลี่ยนจากการเติบโตที่นำโดยการส่งออก ไปเป็นการเปิดตลาด จากนั้นในปี 2536 คณะกรรมการภายใต้การนำของหัวหน้ากลุ่มไคดันเรน ซึ่งเป็นกลุ่มล็อบบีที่ทรงอิทธิพลทางธุรกิจ ก็กระตุ้นให้รัฐบาลลดกฎระเบียบที่ยุ่งยากอันเป็นอุปสรรคขัดขวางการเติบโต แต่ปรากฏว่า 4 เดือนหลังจากรับคำแนะนำดังกล่าวไป นายโมริฮิโะ โฮโซกาวา ต้องลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี เพราะเกิดเรื่องอื้อฉาวและรอยร้าวในรัฐบาลผสมหัวปฏิรูป
ส่วนช่วง "2 ทศวรรษที่หายไป" ซึ่งเศรษฐกิจแทบไม่ขยายตัว ก็เต็มไปด้วยคำสัญญาว่าจะผ่อนคลายกฎระเบียบ และมีการทำตามนั้นบ้าง ไม่ทำบ้าง นายฮิโกะโกะ โอตะ อดีตรัฐมนตรีเศรษฐกิจ กล่าวว่าการผ่อนคลายกฎระเบียบเป็นกระบวนการที่ช้ามาก แต่ก็ดำเนินอยู่ พร้อมชี้ถึงการเปิดกว้างภาคบริการการเงินและโทรคมนาคม
สำหรับในรัฐบาลปัจจุบันนั้น ความเห็นที่แตกต่างกันในหมู่ที่ปรึกษา ก่อให้เกิดความกังขาว่าการผ่อนคลายกฎระเบียบจะรุกกร้าวเพียงใด แต่สมาชิกคณะกรรมการที่ปรึกษาบางคนมองว่าความเห็นต่างไม่ใช่เรื่องแปลก เพราะสะท้อนแนวคิดของแต่ละภาคธุรกิจเท่านั้น
อย่างไรก็ตาม มีผู้แสดงความวิตกว่าพรรคแอลดีพีของอาเบะจะยึดมั่นในรากเหง้าของการเป็น "พรรครัฐบาลขนาดใหญ่" โดยเฉพาะหากชนะการเลือกตั้งเดือนก.ค.





