วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

จับตายูโรโซนและไซปรัสหลังมรสุม

การให้เงินช่วยเหลือไซปรัสของอียู อีซีบี และไอเอ็มเอฟ มีขึ้นพร้อมเงื่อนไขที่กระทบต่อผู้ฝากเงินแทนที่จะเป็นผู้เสียภาษี

ประธานยูโรกรุ๊ปสร้างความปั่นป่วนในตลาดด้วยการระบุว่ากรณีของไซปรัสอาจเป็นตัวอย่างสำหรับการรับมือวิกฤติธนาคารในอนาคต ด้วยการให้ธนาคารแก้ปัญหาเอง แทนที่จะใช้เงินของผู้เสียภาษียุโรป ซึ่งนายกรัฐมนตรีฟินแลนด์ก็แสดงท่าทีสนับสนุนด้วยการกล่าวว่าในการจัดตั้งสหภาพธนาคารยุโรปนั้น ควรพิจารณาแนวคิดแบบ "อุ้มกันเอง" ด้วย แต่ไม่จำเป็นต้องหมายความว่าผู้ฝากเงินจะได้รับผลกระทบในอนาคต

คำพูดของประธานยูโรกรุ๊ปสะท้อนชัดเจนว่าการนำ "กลไกสร้างเสถียรภาพยุโรป" มาใช้ในการเพิ่มทุนธนาคารต่างๆ โดยตรง อันเป็นสิ่งที่ผู้นำอียูเห็นพ้องกันในการประชุมปีที่แล้ว เป็นสิ่งที่ไม่มีวี่แววจะเกิดขึ้น

สำหรับในกรณีธนาคารไซปรัสซึ่งจะเปิดทำการวันพฤหัสบดี (28 มี.ค.) หลังจากปิดให้บริการเกือบ 2 สัปดาห์นั้น คาดว่าจะมีการจำกัดการถอนเงิน ขณะที่รัฐบาลกำลังจัดทำแผนจำกัดการเคลื่อนไหวเงินทุนท่ามกลางความวิตกว่าคนอาจจะแห่ไปถอนเงินจนเกลี้ยง นอกจากนั้นยังมีประเด็นของพนักงานธนาคารที่ตกงานซึ่งอาจนำไปสู่ความวุ่นวายด้านแรงงานได้ ก่อนหน้านี้เคยมีเสียงวิจารณ์ผู้ว่าการธนาคารกลางไซปรัสด้วยว่าบริหารผิดพลาดจนเกิดวิกฤติ และตั้งคำถามว่าเขามีคุณสมบัติเหมาะสมที่จะดูแลแผนปฏิรูปภาคธนาคารหรือไม่

ส่วนสภาไซปรัสก็จะเปิดประชุมในวันนี้เช่นกัน โดยต้องอนุมัติกฎหมายแปรรูปรัฐวิสาหกิจที่จะนำออกขายตามแผนการของอียูกับไอเอ็มเอฟ

ในภาพรวมของยูโรโซนนั้น ธนาคารกลางยุโรป (อีซีบี) เคยให้คำมั่นว่าจะทำทุกอย่างเพื่อปกป้องเงินยูโร โดยเฉพาะการซื้อพันธบัตรของชาติสมาชิกที่ประสบปัญหาแต่จนกระทั่งบัดนี้คำสัญญาดังกล่าวยังไม่ได้รับการทดสอบ โดยรัฐมนตรีคลังยูโรโซนกล่าวว่าไม่มีชาติอื่นต้องการความช่วยเหลืออีกแล้ว นอกเหนือจากไซปรัส กรีซ ไอร์แลนด์ โปรตุเกส และสเปน พร้อมแสดงความหวังว่าไอร์แลนด์กับโปรตุเกสจะออกจากโครงการช่วยเหลือได้ในปีนี้

ชาติที่อาจตกเป็นโดนิโนตัวต่อไป คือสโลเวเนีย แต่ผู้ว่าการธนาคารกลางสโลเวเนียแสดงความมั่นใจว่าประเทศจะไม่ต้องการเงินช่วยเหลือเหมือน 5 ชาติข้างต้น แม้ธนาคารหลายแห่งของสโลเวเนียแบกหนี้เสียอยู่ 7,000 ล้านยูโร หรือประมาณ 20% ของจีดีพี แต่สินทรัพย์ภาคธนาคารมีสัดส่วน 135% ของจีดีพีสโลเวเนีย เทียบกับ 800% ในกรณีของไซปรัส

หลังจากเกิดวิกฤติภาคธนาคารในไซปรัสแล้ว ประธานยูโรกรุ๊ปกล่าวว่าไม่มีสัญญานของการถอนเงินสูงกว่าปกติในประเทศอื่นของยูโรโซน หรือมีการโยกเงินฝากระหว่างประเทศ ขณะที่นักวิเคราะห์ชี้ว่าประชาชนและภาคธุรกิจยุโรปอาจเปิดบัญชีแบบกระจายกันไป เพื่อให้เงินในแต่ละบัญชีต่ำกว่า 100,000 ยูโร

ในภาพรวมแล้ว ภัยคุกคามเสถียรภาพยูโรโซนน่าจะเป็นการที่ประเทศแถบทางใต้ของยุโรปมีการขยายตัวทางเศรษฐกิจซบเซา นอกจากนั้น อีกประเด็นที่ต้องจับตาคือความเสี่ยงของการเกิดความวุ่นวายทางสังคมและการมีแนวคิดแบ่งขั้วทางการเมืองหลังจากอัตราว่างงานอยู่ในระดับสูงเป็นประวัติการณ์ ซึ่งความไม่พอใจอย่างมากของประชาชนนั้น อาจถึงขั้นสั่นคลอนเสถียรภาพของรัฐบาล และอาจทำให้รัฐบาลของบางประเทศล้มได้ อย่างกรีซซึ่งมีรัฐบาลผสมที่ค่อนข้างเปราะบาง