นักวิเคราะห์คาด ชาวไซปรัสเผชิญความยากลำบากทางเศรษฐกิจอีกหลายปี ผลจากเงื่อนไขสุดหินในข้อตกลงอียู อีซีบี และไอเอ็มเอฟ
ผู้เชี่ยวชาญทางเศรษฐกิจชี้ว่าผลกระทบจะเกิดขึ้นทันที เพราะมีแนวโน้มจะเกิดการขาดแคลนอาหารและยาในอีกไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้า ขณะที่ธุรกิจต่างๆ ขาดแคลนเงินสดเพราะฝากไว้กับธนาคาร
จากนั้นไซปรัสจะเผชิญภาวะถดถอยอย่างหนักเป็นเวลา 2 ปี ผสานกับอัตราว่างงานที่สูงลิ่ว ท่ามกลางความหวังริบหรี่ว่าเศรษฐกิจจะฟื้นตัวได้ในระยะยาว เพราะนักลงทุนรัสเซียและนักลงทุนชาติอื่นจะไม่เข้ามาข้องแวะกับภาคการเงินของไซปรัส
นักเศรษฐศาสตร์ที่เชี่ยวชาญเกี่ยวกับไซปรัส กล่าวว่าแม้ข้อตกลงเงินช่วยเหลือสามารถป้องกันไซปรัสให้ไม่ต้องออกจากยูโรโซนได้ แต่ชาวไซปรัสจำนวนมากรู้สึกถูกหักหลังจากหลายประเทศ
เงื่อนไขของเจ้าหนี้ระบุว่าธนาคารไลกิจะต้องปิดตัวลง และผู้มีเงินฝากสูงกว่าแสนยูโรส่อเค้าจะไม่ได้เงินคืน ส่วนแบงก์ออฟไซปรัสเปิดบริการต่อไปได้ แต่รัฐบาลกล่าวว่าเป็นไปได้ที่จะมีการปรับโครงสร้างเงินฝากสูงกว่าแสนยูโร
สภาพการณ์ดังกล่าวทำให้มาตรการควบคุมเงินทุน รวมถึงการจำกัดการถอนเงินออกจากเอทีเอ็ม น่าจะมีผลบังคับใช้ไปอีกหลายสัปดาห์ อันหมายความว่าธุรกิจต่างๆ จะประสบปัญหาในการจ่ายเงินเดือนและซื้อสินค้า
นักเศรษฐศาสตร์ชี้ว่าฝ่ายต่างๆ อาจมองข้ามผลกระทบด้านนี้ไป ทั้งที่บริษัทขนาดใหญ่นั้น ล้วนเป็นผู้นำเข้าและผู้ขายอาหาร รวมถึงผู้นำเข้ายา ที่อาจประสบปัญหาขาดแคลนสิ่งต่างๆ อย่างอาหาร ซึ่งในช่วง 2-3 สัปดาห์ที่ผ่านมาชาวไซปรัสก็เริ่มกักตุนอาหารกันแล้ว
ส่วนแนวโน้มระยะยาวนั้น ริบหรี่ยิ่งกว่า เพราะเศรษฐกิจมีแนวโน้มจะได้รับผลกระทบครั้งใหญ่ที่สุดนับจากตุรกีบุกไซปรัสเมื่อปี 2517 โดยปีแรกเศรษฐกิจอาจติดลบ 15% และติดลบ 5% ในปีต่อมา ส่วนอัตราว่างงานซึ่งอยู่ที่ระดับ 15% อยู่แล้ว ก็มีแนวโน้มจะเพิ่มเป็น 17.5% หลังจากมีการปิดธนาคารไลกิ และจะพุ่งเป็น 20% ภายใน 3 เดือน ก่อนทะยานเป็น 26% ภายใน 1 ปี
เอฟเซนทิส เอฟเซนติโอ อดีตผู้ว่าการธนาคารกลางไซปรัส กล่าวว่าผลกระทบที่มีต่อสภาพเศรษฐกิจอาจยาวนานเป็นสิบปี มาตรฐานการครองชีพจะดิ่งเหว แม้เศรษฐกิจอาจสามารถฟื้นตัวได้ใน 2-3 ปี แต่มาตรฐานการครองชีพจะใช้เวลาอย่างน้อย 10 ปีกว่าจะกระเตื้องขึ้น
ขณะเดียวกัน การฟื้นฟูเศรษฐกิจจะเป็นสิ่งยากลำบาก เพราะภาคบริการการเงินได้รับผลกระทบอย่างหนัก และเงินฝากของนักลงทุนรัสเซียจำนวนมากจะลดค่าลงเมื่อต้องถูกเจียดไปอุ้มภาคธนาคาร
นักเศรษฐศาสตร์แห่งวีทีบีแคปิตอล ชี้ว่า ชัดเจนว่าการลดขนาดระบบการเงินไซปรัส เป็นเป้าหมายของอียูกับไอเอ็มเอฟ แต่การกระทำดังกล่าวจะทำให้ผู้คนตกงานและทำให้ระบบธนาคารมีข้อจำกัดมาก และผลกระทบแง่ลบต่อเศรษฐกิจจะรุนแรงมาก
นอกจากนั้น สถานภาพของไซปรัสในยูโรโซนยังเป็นอีกเรื่องหนึ่งที่เป็นคำถาม แม้ได้รับเงินช่วยเหลือแล้ว โดยปฏิกิริยาทางสังคมและการเมืองในไซปรัสซึ่งเป็นปฏิปักษ์ต่ออียูอย่างมาก อาจทำให้มีกระแสต่อต้านและไม่อาจปิดทางได้ว่าไซปรัสอาจออกจากยูโรโซนในอนาคต





